June Write มาถึงวันสุดท้ายก็อัพซะหน่อย จะได้มีดอกไม้ใหญ่ๆกับเขาบ้าง ช่วงต้นเดือนผมพาไปดูอะไรที่ร้ายๆของจีนมาก็เยอะ วันสุดท้ายทั้งทีก็ควรจะแก้ต่างให้ประเทศที่ให้ความรู้ผมซะหน่อย ในเรื่องดีๆจีนนี่ก็เยอะมากนะครับ แต่ที่ผมชื่นชอบที่สุดอย่างนึงของเขาก็คือการให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือครับ

 

จีนมีการสนับสนุนด้านนี้เยอะมากครับ ที่เห็นเป็นรูปธรรมมากๆก็คือร้านหนังสือของเขาเนี่ยแหละครับ แต่ละที่นี่เรียกได้ว่าทุ่มทุนสร้างจริงๆ เรามาดูกันเลยครับ

 

 

ปกติร้านหนังสือขนาดใหญ่หน่อยของจีนก็จะเป็นตึกไปเลยครับ ไม่ใช่แค่ห้องสองห้องเหมือนของไทยเรา อย่างที่เห็นในรูปนี้คือสี่ชั้นครับ มีบางที่ล่อไปหกเจ็ดชั้น ที่สำคัญข้างในกว้างมากกกกกกกกกกกกกก หนังสือทั้งตืกนี่มีไม่รู้กี่เล่ม ผมว่าการมีหนังสือเยอะนี่ดีนะครับ มันเหมือนเป็นคลังความรู้ที่หลากหลาย อยากอ่านอะไรก็มี ที่ไทยเราผมว่าหนังสือยังน้อยมาก มีช่วงนึงผมรู้สึกสิ้นหวังกับวงการหนังสือไทย ผมเข้าร้านหนังสือแล้วแบบไม่รู้จะซื้ออะไรอ่านครับ ตัวเลือกน้อย (แค่กลางร้านก็โดนยึดพื้นที่ไปด้วยหนังสือนิยายวัยรุ่นสีสันบาดตาไปหมดแล้ว)

 

 

สุดลูกหูลูกตา

 

เวลาไปซื้อหนังสือเนี่ยมันก็ต้องมีการยืนเลือกซื้อใช่ไหมครับ เราเป็นผู้บริโภคอยากได้ของให้มันสมราคาก็ต้องยืนอ่านพลิกอ่านกันก่อน ของจีนนี่ให้สิทธิ์เต็มที่มากๆ อย่างชั้นหนังสือข้างล่างนี่คือแผนกแบบเรียนเด็ก และหนังสือเด็กครับ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ร้านหนังสือจะเต็มไปด้วยเด็กเล็กๆมานั่งอ่านหนังสือกันเต็มพื้นไปหมดเลย ร้านหนังสือนี่เขาขายหนังสือการ์ตูนด้วยนะครับ เรียกว่าเด็กไม่ต้องไปเสียเงินซื้อเลย มานั่งอ่านตั้งแต่เล่มหนึ่งจนถึงเล่มปัจจุบันกันได้เต็มที่ และไม่มีพนักงานเข้ามาว่านะครับ ร้านหนังสือมันดูมีชีวิตดี ไม่ได้ดูตายๆเทาๆเหมือนห้องที่เอาหนังสือมาวางๆให้เต็มห้อง ร้านลักษณะนี้ในไทยที่ผมเคยเห็นคือ ร้านนายอินทร์ สาขาท่าพระจันทร์ ชั้นสามจะมีแผนกนิทานเด็ก ให้เด็กที่อาศัยแถวๆนั้นขึ้นมานั่งๆนอนๆกลิ้งไปกับพื้นร้านโดยที่ไม่มีใครว่า เป็นภาพที่ผมเห็นทีไรก็รู้สึกดีทุกครั้งไปครับ

 

 

ระเนระนาด

 

บางทียืนเลือกหนังสือมันก็เมื่อยใช่ม้า ทางร้านหนังสือเขากลัวลูกค้าจะเลือกกันไม่จุใจ จัดไปเลยเก้าอี้นั่ง ให้นั่งอ่านนั่งเลือกกันให้เต็มที่ สุโก้ยอีกแล้ว และที่สำคัญมีมานั่งอยู่หลายที่ซะด้วย ร้านที่เคยเห็นมีบริการแบบนี้ก็มีคิโนะ สาขาเอ็มโพเรียม กับนายอินทร์ ท่าพระจันทร์ชั้นสองแถวมุมพุทธศาสนามีโซฟาเล็กๆให้นั่งบ้าง

 

 

แต่คนจีนเขาเยอะครับ ที่นั่งจัดให้ยังไงก็ไม่พออยู่ดี ไม่เป็นไรครับ นั่งพื้นก็ได้ เย็นตูดดีด้วย

 

 

ภาพแบบนี้เห็นจนชินตาครับ ใคร่อ่านอ่านครับ ใครไม่ซื้อก็ไม่ต้องซื้อครับ

 

อ่านเหนื่อยแล้ว คอแห้งละสิ ไม่ต้องห่วง เรามีคอฟฟี่ช๊อปให้บริการครับ บางที่เอา starbuck มาลงในร้านด้วยเลย กลิ่นกาแฟหอมกันทั้งร้านหนังสือนี่แหละ ซึ่งนายอินทร์ ท่าพระจันทร์ชั้นสามก็มีร้านเล็กๆให้นั่งเหมือนกัน บางทียังจัดเสวนาหนังสือในร้านด้วย ช่างเป็นร้านที่เริ่ดมาก

 

 

ร้านหนังสือเขาไม่ได้ขายแต่หนังสืออย่างเดียวครับ แทบจะเป็นมัลติมีเดียเลยทีเดียว แผ่นหนัง ซีดีเพลง ก็มีหมดอยู่ในร้านเดียวกันไปเลย คล้ายๆของศูนย์หนังสือจุฬาอยู่เหมือนกัน

 

 

VCD สอนไท๊เก๊กก็มี

 

เสาร์-อาทิตย์ถ้าเห็นตึกบางตึกคนเข้าออกเยอะๆก็อย่าตกใจคิดว่าห้างไหนมีเทศกาล SALES นะครับ ไม่มีอะไรครับ การช๊อปหนังสือเป็นเรื่องปกติของจีนเขา เนื่องจากหนังสือเขาพิมพ์ทีเยอะมาก ราคาเลยถูก เล่มหนาๆภาพสีราคาร้อยกว่าบาทเยอะแยะครับ เขาจึงไม่ต้องรองานหนังสือเหมือนบ้านเรา อยากซื้อเมื่อไรก็ซื้อ (อันนี้ผมเข้าใจนะว่าหนังสือที่ไทยพิมพ์ได้ไม่เยอะ จะดัมพ์ราคาถูกๆเหมือนเขาได้ไง แต่บางเล่มก็แพงจัง)

 

ป้ายแดงๆในรูปไม่ได้แปลว่า SALES นะเออ

 

ผมไม่มีสถิติที่ว่าคนจีนอ่านหนังสือปีละเท่าไร จริงๆแล้วเฉลี่ยขึ้นมาอาจจะสูสีกับไทยก็ได้เพราะคนของเขาเยอะมาก ยังไงก็ตามผมว่าคนอ่านเยอะอ่านน้อยจำนวนมันเพิ่มกันได้ ส่วนที่สำคัญจริงๆคือมีการให้ความสำคัญและสนับสนุนการอ่านที่เพียงพอจริงหรือเปล่า