เกาะกระแสหมอโฮจุน ฝังเข็มรักษาโรคได้อย่างไร (2)
posted on 23 Sep 2006 21:06 by aunlamun in Doctor-Worldหลังจากที่ดองอยู่นานก็กลับมาเกี่ยวกับเรื่องฝังเข็มอีกครั้งนะครับ (เอนทรี่ที่แล้ว http://aunlamun.exteen.com/20060626/entry ) ตอนนี้ไม่รู้ว่าหมอโฮจุนจบไปหรือยัง แต่เราก็ยังจะเกาะกระแสเขาต่อไป ฮ่าๆ
มีคำถามของเพื่อนน่าสนใจมากมาย ทำให้ผมต้องเค้นสมองตอบ และไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเป็นประโยชน์อย่างมาก ก็ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
มาเริ่มทยอยตอบคำถามเลยดีกว่า
อยากลองฝังแฮะ เห็นเขาว่าไม่ค่อยเจ็บ หรือไม่เจ็บเลย เพราะเข็มมันเล็กมากๆ
จริงๆโรคหลอดลมตีบก็ใช้ฝังเข็มรักษาได้นะครับคุณฟิวส์ รวมถึงอาการเล็กๆน้อยๆต่างๆมากมายที่คุณเอ่ยถึง เช่น ใจสั่น เจ็บหน้าอก เป็นต้น (หลักการรักษาเป็นอย่างไรให้อ่านต่อไปครับ)
ฝังเข็มปกติจะไม่เจ็บครับ เพราะหมอจะฝังเข็มทะลุผิวหนังอย่างรวดเร็ว จนปลายประสาทรับความเจ็บปวดที่กระจายตามผิวหนังไม่ทันได้รู้สึก อันนี้ขึ้นอยู่กับความชำนาญของหมอเป็นหลัก เข็มที่ใช้ฝังนั้นเล็กกว่าเข็มฉีดยาอีกนะครับ ไม่ต้องกลัวไป
ความรู้สึกที่ได้จากการฝังเข็มนั้น ไม่ใช่ความเจ็บปวดครับ แต่เป็นความรู้สึกว่า ได้รับลมปราณ (得气) กล่าวคือ มันจะรู้สึกจี๊ดๆ เสียวๆ ตึงๆ หนักๆ แต่จะไม่ปวดนะครับ อันนี้ต้องโดนกับตัวเองถึงจะรู้
การฝังเข็มกะการนวดสปามันกระตุ้นคล้ายกันป่าวง่ะ
มีส่วนที่คล้ายกันบ้างครับ คือ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แต่การฝังเข็มจะสามารถทำให้กล้ามเนื้อมัดที่อยู่ลึกผ่อนคลายด้วย ขณะที่การนวดสปาทำไม่ถึง อีกอย่างคือทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น แต่ยังไงก็ตามการฝังเข็มจะมีผลในการป้องกันโรคและการรักษาครอบคลุมกว่ามากครับ
อยากรู้ว่าเค้ามีระยะลึกในการฝังซักแค่ไหนคะ ดูในหนังเค้าจิ้มแล้วต้องมีหมุนๆด้วย
ความตื้นลึกของการฝังไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ เช่น ไซส์ของผู้ป่วย แหะๆ ถ้าอวบๆหน่อยก็คงต้องฝังลึกกว่าคนที่รูปร่างสะโอดสะองอะครับ ส่วนอีกปัจจัยก็คือ จุดที่จะใช้ฝังนั้นอยู่ตื้นลึกไม่เท่ากัน เช่น จุดหวนเที่ยว (环跳) ที่อยู่ตรงบั้นท้าย ต้องฝังลึกขนาดเข็มยาวเกินนิ้วชี้คน ฝังมิดเข็มอะครับ ตอนเห็นหมอฝังให้คนไข้ตัวเองยังเสียว แต่ปกติแล้วฝังลงไปประมาณสองข้อนิ้วก้อยครับ
ส่วนที่ต้องหมุนๆนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นครับ โดยขณะที่หมุนเข็มความรู้สึก ได้รับลมปราณ ของคนไข้ก็จะยิ่งรุนแรง เป็นผลดีต่อการรักษาครับ การหมุนก็ไม่ได้สักแต่ว่าหมุนปั่นเข็มนะครับ หมุนซ้ายหรือหมุนขวา หมุนเร็วช้า ต่างก็มีผลต่อการรักษาแตกต่างกัน แต่ปัจจุบันนี้ชักไม่ค่อยหมุนปั่นเข็มเท่าไร เพราะมีการใช้การกระตุ้นไฟฟ้าเข้ามาทดแทน กล่าวคือ เมื่อหมอปักเข็มเรียบร้อยก็จะนำสายไฟมาหนีบต่อที่เข็ม แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้ามากระตุ้นเข็มแทนการกระตุ้นด้วยการหมุนปั่นเข็ม ข้อดีคือประหยัดเวลาและกำลังของหมอ กระตุ้นได้อย่างต่อเนื่อง และลดความบอบช้ำของผิวหนังเนื้อเยื้อบริเวณที่ปักเข็ม แต่ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker)ห้ามใช้การกระตุ้นไฟฟ้านะครับ เดี๋ยวไฟช๊อตแล้วทำให้การทำงานหัวใจผิดปกติได้
อยากให้พูดถึงเรื่องหลักการทำงานของการฝังเข็มด้วยนะคะ ว่าทำไม การฝังเข็มถึงไปกระตุ้นเส้นประสาทเหล่านั้นได้ และ อยากให้พูดถึงในส่วนของ ความแตกต่างระหว่าง การฝังเข็มแบบเก่า และ การฝังเข็มโดยใช้ไฟฟ้ากระตุ้น ด้วยค่ะ
คำถามนี้ทำเอาต้องไปค้นนานเลยครับ แต่เป็นคำถามที่ดีนะครับ
คือทางทฤษฎีแพทย์แผนจีนนั้น โรคภัยไข้เจ็บเกิดจากร่างกายของเรา เสียสมดุล ขึ้น
ภายในร่างกายของคนเรา จะมีเลือดและลมปราณซึ่งได้รับมาจากพ่อแม่โดยกำเนิด ไหลหมุนเวียนไปตามเส้นลมปราณต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วทั้งร่างกาย เป็นพลังงานผลักดันให้อวัยวะต่างๆสามารถเคลื่อนไหวทำงานได้ และมีการทำงานที่ประสานสอดคล้องกันเป็นอย่างดี ร่างกายจึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ
เมื่อมีเหตุใดเหตุหนึ่งทำให้การไหลเวียนของเลือดลมปราณติดขัด อวัยวะต่างๆก็จำทำงานผิดปกติไป หากความผิดปกตินั้นไม่สามารถปรับแก้ไขกลับคืนมาได้ ร่างกายก็จะเกิดการเสียสมดุลกับธรรมชาติ แล้วมีอาการของโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้น1
เห็นของคุณหมออภิชัยเรียบเรียงไว้ดีมากเลยเอามาอ้างอิงเลยดีกว่า พอทฤษฎีเป็นอย่างนี้ แนวทางการฝังเข็มรักษาโรคจึงเป็นไปอย่างสอดคล้อง กล่าวคือ การฝังเข็มสามารถ
- ปรับการไหลเวียนของเลือดลมปราณ
- ปรับการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายให้สมดุล
- กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย
แต่ถ้าจะอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ว่าการฝังเข็มกระตุ้นเส้นประสาทยังไงแล้วนั้น ก็ต้องขออ้างของคุณหมออภิชัยอีกรอบว่า
เมื่อปักเข็มลงไปยังจุดหนึ่งๆแล้วทำการกระตุ้นเข็ม จะเป็นการกระตุ้นตัวรับสัญญาณประสาทของปลายประสาทหลายชนิดที่กระจายอยู่ในแต่ละชั้นของเนื้อเยื่อ นับตั้งแต่ผิวหนัง เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อ เส้นประสาท หลอดเลือด เป็นต้น ทำให้เกิดสัญญาณประสาทวิ่งผ่านเข้ามาในไขสันหลัง
สัญญาณประสาทส่วนหนึ่งจะย้อนออกไปจากไขสันหลังเกิดเป็นวงจรสะท้อนกลับ (reflex) ไปทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่ออวัยวะบริเวณใกล้เคียงที่ถูกเข็มปัก เช่น มีการขยายตัวของหลอดเลือด มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง เป็นต้น สัญญาณประสาทอีกบางส่วน จะเคลื่อนที่ขึ้นไปตามไขสันหลังเข้าสมองไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมต่างๆในสมอง มีการหลั่ง สารสื่อสัญญาณประสาท ต่างๆ ออกมาจากเซลล์ประสาทหลายชนิด พร้อมกับมีสัญญาณประสามส่งย้อนลงมาจากสมองอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ระบบประสาทอัตโนมัติ
สัญญาณประสาทที่ส่งออกมาพร้อมกับสารสื่อสัญญาณประสาทที่หลั่งออกมานั้น จะก่อให้เกิดผลต่างๆที่ตามมาหลายอย่าง อาทิเช่น
- ยับยั้งความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับอันตราย
- ปรับการทำงานของอวัยวัและรบบต่างๆที่เสียสมดุลไปให้กลับสภาพสมดุลตามปกติ
- ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนหลายอย่างให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม เพื่อปรับให้อวัยวะต่างๆทำงานอย่างสมดุลเป็นปกติ
- กระตุ้นปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ เพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค ยับยั้งปฎิกิริยาภูมิแฟ้ไวเกิน ยับยั้งปฎิกิริยาการอักเสบ เป็นต้น
โดยสรุปแล้ว จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ การฝังเข็มสามารถรักษาโรคโดยอาศัยกลไกสำคัญดังต่อไปนี้
- ปรับการทำงานของอวัยวะต่างๆให้อยู่ในสภาพสมดุลปกติ
- ยับยั้งความเจ็บปวด
- ปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
- ทำให้กล้ามเนื้อที่หดเกร็งมีการคลายตัว
- กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทั้งบริเวณเฉพาะที่และทั่วร่างกาย 1
ว่าแต่ว่า..การฝังเข็มเป็นการกระตุ้นจุดปราณ.. ทำไมมันเป็นกระตุ้นได้อะครับ ทำไมมันไม่เป็นทำลาย แบบว่าสองอย่างนี้มันกั้นด้วยเส้นบาง ๆ เอง
นี่คือข้อดีอีกประการของการฝังเข็มครับ คือ มีผลทั้งสองทาง ทั้งกระตุ้นและยับยั้งครับ ยกตัวอย่างเช่น จุด เทียนชู (天枢) ซึ่งอยู่แถวสะดือ จุดนี้รักษาได้ทั้งโรคท้องผูกและท้องเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นโรคอะไร ถ้าจะให้พูดก็คือการฝังเข็ม กระตุ้นทำให้ร่างกายกลับมาทำงานเป็นปกติได้นั่นเอง
โอ้ ช่างเป็นเอนทรี่ที่แสนยาว ในที่สุดก็ตอบครบทุกคำถามนะครับ ถ้ายังสงสัยอะไรก็ถามกันมาละกันครับ แต่อาจจะมีการดองกันอีกพอสมควร แหะๆ ถ้าสนใจเรื่องนี้จริงๆผมว่าหนังสือของคุณหมออภิชัยที่ผมนำมาอ้างอิงเขียนไว้ดีมากครับ อ่านเข้าใจง่าย สามารถหาซื้อกันได้นะครับ
อ้างอิง 1. วิวัฒน์แห่งเวชกรรมฝังเข็ม นพ.อภิชัย ชัยดรุณ

#1 By ต้องใจ on 2006-09-23 23:41