ธรรมะแฝงในทุกสิ่ง
posted on 16 Nov 2007 19:41 by aunlamun in Buddhism, Doctor-World, Music-therapy, Quotationช่วงนี้กำลังบ้าอ่านมังกรคู่สู้สิบทิศอย่างต่อเนื่องครับ ยิ่งอ่านก็ยิ่งได้ไอเดียมากมาย ครั้งก่อนๆที่อ่านแล้วไม่รู้สึกอะไรเพราะขาดประสบการณ์ร่วมอย่างเพียงพอ
วันนี้มาพูดถึงกันในเรื่องธรรมะครับ อย่าได้มองว่าศาสนาเป็นเรื่องไกลตัวนะครับ ประมาณว่าอายุหกสิบค่อยเข้าวัดฟังธรรม ผมอยากชี้ให้เห็นว่าเราสามารถนิพพานได้ตั้งแต่อายุยี่สิบเหมือนกัน ไม่งั้นในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาคงไม่มีเณรที่เป็นอรหันต์ออกมาให้เห็นกัน
ธรรมะแฝงตัวอยู่ในทุกสิ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นและหยุดทำความเข้าใจหรือไม่ ธรรมะแท้จริงก็คือปรัชญาธรรมชาติ คือความเข้าใจในธรรมชาติ เมื่อเห็นซึ้งในธรรมชาติแล้วก็ย่อมเข้าใจความเป็นไปของโลก และสามารถยกระดับตัวเองเข้าสู่ความหลุดพ้นได้
ในเมื่อธรรมะมีอยู่ในทุกสิ่ง ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดเพื่อแสวงหาแต่เพียงถ่ายเดียว เราจึงสามารถจะแสวงหาความจริงของชีวิตได้จากสิ่งที่เราอยู่ด้วยทุกเมื่อเชื่อวัน เช่น จากอาชีพหรือจากความถนัดต่างๆ
ในมังกรคู่สู้สิบทิศบรรยายถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดแจ้งครับ ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างประกอบ
"ดาบสวรรค์กล่าวว่า หากไม่สามารถละทิ้งวัตถุเรื่องราวทั้งหมด จดจ่ออยู่กับดาบโดยเฉพาะ ต่อให้ท่านฝึกเพลงดาบอีกร้อยปี ก็ไม่อาจบรรลุถึงจุดสุดยอดของดาบได้"
อีกตัวอย่าง
"โคว่จงท่านยังขาดอีกขั้นหนึ่งก็จะก้าวสู่ความเป็นยอดฝีมือที่แท้จริง มีแบบแผนเป็นระดับชั้นดิน ไร้แบบแผนเป็นระดับชั้นฟ้า
ในแบบแผนซ่อนไร้แบบแผนและในไร้แบบแผนซ่อนแบบแผนจึงเป็นระดับชั้นสูงสุดที่หลอมรวมฟ้าดินและมนุษย์เข้าด้วยกัน มีแต่อัจฉริยชนเท่านั้นจึงสามารถเชื่อมโยงฟ้าดินบรรลุถึงขึ้นไร้แบบแผนโดยมีแบบแผน และมีแบบแผน ทว่าไร้แบบแผนได้ ....... แบบแผนมิใช่ไม่คงอยู่ หากแต่เมื่อท่านสามารถควบคุมแบบแผน ก็เฉกเช่นยอดพ่อครัวแล่วัว มีใช่หมายความว่าวัวไม่คงอยู่เพียงแต่ในสายตาเขาไม่มองเห็นวัว เท่ากับครอบครองวัวแล้วลืมวัว ครอบครองแบบแผนแล้วลืมแบบแผน ดังนั้นการใช้ดาบเน้นที่สำนึกแห่งดาบ แต่หากเกิดสำนึกก็จะทิ้งร่องรอยไว้ หากแม้นไร้สำนึกจะสิ้นสูญสลาย ประการสำคัญให้อยู่ระหว่างเกิดสำนึกกับไร้สำนึก...."
อาจจะเข้าใจยากไปนิด แต่ถ้าลองคิดถึงการพิมพ์ดีดจะพอเข้าใจได้ เราครอบครองแบบแผนคือเรารู้ว่าตำแหน่งแป้นพิมพ์อยู่ที่ใด วางมือแบบใดจึงถูกต้อง ไร้แบบแผนคือเราสามารถพิมพ์สิ่งใดออกมาก็ได้ คนที่พิมพ์คล่องนั้น จะลืมแบบแผนคือตำแหน่งแป้นพิมพ์ไปเสียสิ้น ไม่ได้นึกถึงการคงอยู่ของมันอีก คงเหลือแค่นิ้วมือที่ทำหน้าที่พิมพ์ออกมาเท่านั้น
สิ่งเหล่านี้เกี่ยวกับธรรมะยังไงหนอ ขอยกข้อความจากหนังสือมาอ้างเป็นคำตอบครับ
"นอกจากดาบแล้ว ในใจไม่มีวัตถุอื่นอีก" ถ้าทำได้ถึงระดับนี้นับเป็นขั้นสุดยอดแล้ว ไม่ว่ากระทำสิ่งใด หากมีสมาธิ มีความตั้งใจที่จะทำ ย่อมทำได้ดี พลังสมาธิขั้นนี้สามารถสรรค์สร้างสิ่งต่างๆออกมาได้อย่างไม่หยุดยั้ง แต่...
"หลังจากได้รับดาบแล้วยังต้องลืมเลือนดาบ" นี่จึงเป็นขั้นที่สุดอย่างแท้จริง หากจิตยังยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ ก็ไม่มีทางที่จะหลุดพ้นได้ เพราะฉะนั้นเมื่อได้ครอบครองแล้วจงลืมซะว่าเราถือครองอยู่
เฉกเช่น หากมัวค้นหานิพพาน จักไม่พบนิพพาน มีแต่ใจที่ไม่แสวงหานิพพาน จึงจะถึงนิพพานได้
ผมทุกวันนี้รู้สึกโชคดีที่ได้มาเรียนแพทย์แผนจีน เนื่องจากว่าแพทย์แผนจีนสืบทอดมาจากปรัชญาจีนโบราณที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว ทำใหผมมองโลกเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ผมมักจะนำปรัชญาเหล่านี้มาอธิบายโลกและโรค ทำความเข้าใจโลกและโรคใหม่ ทั้งมีผลดีต่อการมองโลกและการรักษาโรคอีก
อย่างเรื่องการนอน ที่เคยเขียนไปก็เป็นการนำความจริงของธรรมชาติมามองโลกและเหตุแห่งโรคได้ นี่เป็นผลพลอยได้จากการมาเรียนตรงนี้จริงๆ
ถ้าเทียบกับข้อความที่ยกมาอ้างนั้นก็คงจะเป็น "นอกจากแพทย์แผนจีนแล้วในใจไม่มีสิ่งอื่นอีก" เมื่อผมมุ่งมั่นศึกษาปรัชญาแพทย์จีนอย่างลึกซึ้งถ่องแท้เกิดเป็นแบบแผนขึ้น จากนั้นก็จะ พัฒนาตัวเองเข้าสู่ขั้นไร้แบบแผน "ได้แพทย์แผนจีน แล้วลืมเลือนแพทย์แผนจีน" พาตัวเข้าสู่ความหลุดพ้น มองเห็นโรคเป็นเพียงปรากฎการณ์ชนิดนึง มองเห็นการเปลี่ยนแปลงขั้นต่างๆของมัน สู้รบกับโรคด้วยวิธีต่างๆ เช่น จ่ายยาหรือการฝังเข็ม เฉกเช่นการประลองเพลงดาบในสนามรบ สามารถใช้แพทย์แผนจีนรักษาโรคได้อย่างไร้ขีดจำกัด โอ้ แค่คิดก็น่าสนุกมากๆแล้วครับ
ยามนั้นแพทย์แผนจีนสำหรับผมก็จะไม่เป็นเพียงแค่แพทย์แผนจีนอีกต่อไป หากเป็นความจริงของชีวิต เป็นหนทางสู่การนิพพานอย่างหนึ่ง เสมือนที่มังกรคู่สู้สิบทิศว่าไว้ "สำหรับกับซือเฟยเซวียน วิถีแห่งกระบี่มิเพียงเป็นวิถีแห่งฟ้า ทั้งยังเป็นวิถีแห่งมนุษย์"
ฟังดูมันช่างเว่อร์อะไรขนาดนั้น แต่ไม่ใช่เพียงแค่ผมที่มองแบบนี้นะครับ ผมสามารถยกตัวอย่างมาให้เพื่อนๆเห็นว่า ธรรมะแฝงอยู่ในทุกสิ่งจริง นิพพานอาจเป็นจุดมุ่งหมาย แต่วิธีที่จะพาตัวให้ถึงซึ่งนิพพานกลับไร้ขีดจำกัดครับ ข้างล่างมีอีกหลายตัวอย่างที่ใช้สิ่งต่างๆมาอธิบายธรรมะครับ
1. โลกจิต ของแทนไท ประเสริฐกุล
แค่ชื่อหนังสือก็เกือบถึงนิพพานแล้วครับ โลกจิตในที่นี้พี่แทนอธิบายว่า เราสามารถสร้างโลกทั้งโลกได้ด้วยจิตของตัวเอง เป็นคำอธิบายที่ผมต้องผงกหัวยอมรับอย่างศิโรราบเลย เคยเหม่อฝันกลางวันกันใช่ไหมครับ คิดเคลิบเคลิ้มเห็นตัวเองกำลังออกไปเที่ยวกับคนที่เราแอบชอบ อาาาาาา ช่างมีความสุขจัง พอมีคนมาทักสะดุ้งที สิ่งที่เมื่อกี๊คิดคล้ายดั่งจะเป็นจริงก็หายไป ช่างสอดคล้องกับหลักธรรมที่ว่า "จันทร์ในวารี บุปผาในกระจก ไหนเลยเกิดดับได้ ภพภูมิทั้งหมดล้วนบังเกิดจากใจ" จริงๆ
2. คณิตศาสตร์อธิบายธรรมะ
"เรียน คุณประภาส
ได้อ่านเรื่องคณิตศาสตร์อธิบายธรรม จึงอยากขอร่วมวงด้วยครับ ราวสามร้อยปีก่อนพระเยซูประสูติ อาร์คีมีดิส แห่งไซราคิวส์ ซิซิลี คนเดียวกับที่แก้ผ้าร้องยูเรก้าแหละครับ ได้เพียรหาค่า โดยอาศัยการประมาณพื้นที่ของวงกลม เขาได้สร้างรูปหกเหลี่ยมด้านเท่าสองรูป รูปเล็กบรรจุในวงกลม รูปใหญ่มีวงกลมบรรจุอยู่ภายใน แบบแบบสนิท
โดยการนี้ พื้นที่ของวงกลมจะมากกว่าหกเหลี่ยมด้านเท่ารูปเล็ก แต่น้อยกว่าหกเหลี่ยมด้านเท่ารูปใหญ่(พื้นที่รูปเหลี่ยมด้านเท่าสามารถคำนวณได้ครับ) พอเพิ่มเป็นแปดเหลี่ยม พื้นที่รูปเหลี่ยมข้างในจะมากขึ้นแต่ก็ยังน้อยกว่าพื้นที่วงกลม ขณะที่พื้นที่รูปเหลี่ยมด้านนอกก็จะเล็กลงแต่ก็ยังมากกว่าพื้นที่วงกลม ทำให้ประมาณพื้นที่วงกลมได้แม่นยิ่งขึ้น(ซึ่งทำให้ประมาณค่าได้เป็นแนวคิดในการประมาณพื้นที่แบบนี้ถือว่าเป็นแนวคิดของแคลคูลัส ต้องรอกว่าสองพันปีทีเดียวกว่านิวตันจะทำให้เป็นระบบ) ยิ่งเพิ่มเหลี่ยมให้มากขึ้น จากหกเป็นแปด เป็นสิบ จนเป็นอนันต์เหลี่ยมด้านเท่า รูปเหลี่ยมก็จะกลายเป็นวงกลม มันแปลกนะครับ จากรูปเหลี่ยมที่มีจำนวนเหลี่ยมมากมายมหาศาลสุดคะเน กลับกลายเป็นวงกลม รูปเรขาคณิตที่ไม่มีเหลี่ยมมีมุมเลย
หัวข้อธรรมวันนี้ขอเสนอ “สูงสุดคืนสู่สามัญ” ครับ
จิณดิษฐ์" ------ จากหนังสือคุยกับประภาส
ใครจะคิดว่าในคณิตศาสตร์ยังแฝงธรรมะไว้จริงไหมครับ
3. หลากตัวอย่างจากหนังสือคุยกับประภาส
"ครั้งหนึ่ง เฮดวิก บอร์น เพื่อนของเขา (ไอน์สไตน์) ถามเขาว่า
"คุณเชื่อจริงๆ หรือว่า วิทยาศาสตร์อธิบายได้ทุกปรากฏการณ์"
ไอน์สไตน์ตอบว่า
"ใช่
มันอธิบายได้ทุกสรรพสิ่ง
ไม่เชื่อคุณลองบรรยายซิมโฟนี่ของบีโธเฟนด้วยการสั่นของคลื่นความดันดูสิ"
ในสายตาของผมแล้ว ไอน์สไตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์คนไหนๆ
เพราะเขามองทุกสรรพสิ่งเป็นวิทยาศาสตร์หมด
บุคคลที่ผมจะยกตัวอย่างต่อไปนี้
ผมจะลองเขียนดูนะครับว่าพวกเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์แขนงกันไหนกันบ้าง
คุ้นชื่อทุกคนนั่นแหละครับ
โมซาร์ต ผู้ค้นพบความสัมพันธ์ของคลื่นเสียงและนำมาสร้างอนุกรมไล่เรียงและจับคู่ความถี่เสียงจนเกิดเป็นคลื่นเสียงกล่อมโลก
ซิกมันด์ ฟรอยด์ ผู้จับแยกหมวดกมลสันดานและความคิดมนุษย์
และอธิบายความสัมพันธ์ของพฤติกรรมในเวลาช่วงต่างๆ
ของชีวิตมนุษย์
โดยมีวิชาสถิติเป็นข้ออิงหลัก
ปิกัสโซ่ ผู้นำเอาสัดส่วนของรูปทรงเรขาคณิตมาประกอบกันกับค่าแตกต่างของสเปกตรัมของแสง
สร้างเป็นภาพสองมิติที่สะท้อนเข้าไปในจอตา
ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนบางตัวออกมาได้
คนสุดท้ายครับ นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เจ้าชายสิทธัตถะ
พระองค์ทรงค้นพบสูตรทางคณิตศาสตร์ที่สามารถอธิบายส่วนที่ลึกที่สุดของมนุษย์ทุกผู้คนบนโลก
นึกดูดีๆ
สิครับ
สี่ข้อนี้สัมพันธ์กันอย่างไร
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค"
เป็นยังไงครับ ไอน์สไตน์ยังได้วิทยาศาสตร์แล้วลืมวิทยาศาสตร์ อธิบายความจริงของโลกด้วยวิทยาศาสตร์เลย และผมเชื่อว่าขณะที่ปิกัสโซ่วาดภาพหรือโมสาร์ตแต่งเพลงนั้น พวกเขาเข้าสู่ขั้นไร้แบบแผน ลืมพู่กันในมือและเปียโนเบื้องหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผมเชื่อครับว่า ถ้าคุณเสาะแสวงหาจริงๆ วันหนึ่งพนักงานบัญชีที่วันๆอยู่กับตัวเลขนั้นอาจจะเห็นโลกเป็นแบบข้างล่างนี่ก็ได้ โลกที่แท้ก็แค่ตัวอักษรวิ่งวุ่นไปมาเท่านั้นเอง
.
.

อืมม์ ... ยกตัวอย่างแล้วค่อยคิดภาพตามได้หน่อยค่ะ
แต่พอหมอเชนยกตัวอย่างประโยคมาแนะนำ
เช่น คนที่หลงไหลในเสียงดนตรีก็เพราะเค้าชอบในความไพเราะของมันซึ่งไม่จำเป็นต้องรู้จักธรรมมะเลยก็ได้ และถ้ากลับกันนักดนตรีก็อาจคิดว่า "ดนตรีแฝงอยู่ในทุกสิ่ง" อาจมองธรรมะเป็นเหมือนท่วงทำนองที่สงบเงียบ มองวิทยาศาสตร์เป็นเหมือนท่วงทำนองที่ลึกลับน่าค้นหา หรืออะไรก็แล้วแต่
สรุปแล้วผมคิดว่า "อะไร" ที่จะแฝงอยู่ในสิ่งไหนมันขึ้นอยู่กับ "ใจ" ของแต่ละคนมากกว่าครับ
#1 By !~Holy D_dog~! on 2007-11-17 10:38