ช่วงนี้กำลังบ้าอ่านมังกรคู่สู้สิบทิศอย่างต่อเนื่องครับ ยิ่งอ่านก็ยิ่งได้ไอเดียมากมาย ครั้งก่อนๆที่อ่านแล้วไม่รู้สึกอะไรเพราะขาดประสบการณ์ร่วมอย่างเพียงพอ

 

วันนี้มาพูดถึงกันในเรื่องธรรมะครับ อย่าได้มองว่าศาสนาเป็นเรื่องไกลตัวนะครับ ประมาณว่าอายุหกสิบค่อยเข้าวัดฟังธรรม ผมอยากชี้ให้เห็นว่าเราสามารถนิพพานได้ตั้งแต่อายุยี่สิบเหมือนกัน ไม่งั้นในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาคงไม่มีเณรที่เป็นอรหันต์ออกมาให้เห็นกัน

 

ธรรมะแฝงตัวอยู่ในทุกสิ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นและหยุดทำความเข้าใจหรือไม่ ธรรมะแท้จริงก็คือปรัชญาธรรมชาติ คือความเข้าใจในธรรมชาติ เมื่อเห็นซึ้งในธรรมชาติแล้วก็ย่อมเข้าใจความเป็นไปของโลก และสามารถยกระดับตัวเองเข้าสู่ความหลุดพ้นได้

 

ในเมื่อธรรมะมีอยู่ในทุกสิ่ง ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดเพื่อแสวงหาแต่เพียงถ่ายเดียว เราจึงสามารถจะแสวงหาความจริงของชีวิตได้จากสิ่งที่เราอยู่ด้วยทุกเมื่อเชื่อวัน เช่น จากอาชีพหรือจากความถนัดต่างๆ 

 

ในมังกรคู่สู้สิบทิศบรรยายถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดแจ้งครับ ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างประกอบ

 

"ดาบสวรรค์กล่าวว่า หากไม่สามารถละทิ้งวัตถุเรื่องราวทั้งหมด จดจ่ออยู่กับดาบโดยเฉพาะ ต่อให้ท่านฝึกเพลงดาบอีกร้อยปี ก็ไม่อาจบรรลุถึงจุดสุดยอดของดาบได้" 

 

อีกตัวอย่าง

 

"โคว่จงท่านยังขาดอีกขั้นหนึ่งก็จะก้าวสู่ความเป็นยอดฝีมือที่แท้จริง มีแบบแผนเป็นระดับชั้นดิน ไร้แบบแผนเป็นระดับชั้นฟ้า

ในแบบแผนซ่อนไร้แบบแผนและในไร้แบบแผนซ่อนแบบแผนจึงเป็นระดับชั้นสูงสุดที่หลอมรวมฟ้าดินและมนุษย์เข้าด้วยกัน มีแต่อัจฉริยชนเท่านั้นจึงสามารถเชื่อมโยงฟ้าดินบรรลุถึงขึ้นไร้แบบแผนโดยมีแบบแผน และมีแบบแผน ทว่าไร้แบบแผนได้ ....... แบบแผนมิใช่ไม่คงอยู่ หากแต่เมื่อท่านสามารถควบคุมแบบแผน ก็เฉกเช่นยอดพ่อครัวแล่วัว มีใช่หมายความว่าวัวไม่คงอยู่เพียงแต่ในสายตาเขาไม่มองเห็นวัว เท่ากับครอบครองวัวแล้วลืมวัว ครอบครองแบบแผนแล้วลืมแบบแผน ดังนั้นการใช้ดาบเน้นที่สำนึกแห่งดาบ แต่หากเกิดสำนึกก็จะทิ้งร่องรอยไว้ หากแม้นไร้สำนึกจะสิ้นสูญสลาย ประการสำคัญให้อยู่ระหว่างเกิดสำนึกกับไร้สำนึก...." 

 

อาจจะเข้าใจยากไปนิด แต่ถ้าลองคิดถึงการพิมพ์ดีดจะพอเข้าใจได้ เราครอบครองแบบแผนคือเรารู้ว่าตำแหน่งแป้นพิมพ์อยู่ที่ใด วางมือแบบใดจึงถูกต้อง  ไร้แบบแผนคือเราสามารถพิมพ์สิ่งใดออกมาก็ได้ คนที่พิมพ์คล่องนั้น จะลืมแบบแผนคือตำแหน่งแป้นพิมพ์ไปเสียสิ้น ไม่ได้นึกถึงการคงอยู่ของมันอีก  คงเหลือแค่นิ้วมือที่ทำหน้าที่พิมพ์ออกมาเท่านั้น 

 

สิ่งเหล่านี้เกี่ยวกับธรรมะยังไงหนอ ขอยกข้อความจากหนังสือมาอ้างเป็นคำตอบครับ 

 

"นอกจากดาบแล้ว ในใจไม่มีวัตถุอื่นอีก" ถ้าทำได้ถึงระดับนี้นับเป็นขั้นสุดยอดแล้ว ไม่ว่ากระทำสิ่งใด หากมีสมาธิ มีความตั้งใจที่จะทำ ย่อมทำได้ดี  พลังสมาธิขั้นนี้สามารถสรรค์สร้างสิ่งต่างๆออกมาได้อย่างไม่หยุดยั้ง แต่...

 

"หลังจากได้รับดาบแล้วยังต้องลืมเลือนดาบ" นี่จึงเป็นขั้นที่สุดอย่างแท้จริง หากจิตยังยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ ก็ไม่มีทางที่จะหลุดพ้นได้ เพราะฉะนั้นเมื่อได้ครอบครองแล้วจงลืมซะว่าเราถือครองอยู่

 

เฉกเช่น หากมัวค้นหานิพพาน จักไม่พบนิพพาน  มีแต่ใจที่ไม่แสวงหานิพพาน จึงจะถึงนิพพานได้

 

ผมทุกวันนี้รู้สึกโชคดีที่ได้มาเรียนแพทย์แผนจีน เนื่องจากว่าแพทย์แผนจีนสืบทอดมาจากปรัชญาจีนโบราณที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว ทำใหผมมองโลกเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ผมมักจะนำปรัชญาเหล่านี้มาอธิบายโลกและโรค ทำความเข้าใจโลกและโรคใหม่ ทั้งมีผลดีต่อการมองโลกและการรักษาโรคอีก

 

อย่างเรื่องการนอน ที่เคยเขียนไปก็เป็นการนำความจริงของธรรมชาติมามองโลกและเหตุแห่งโรคได้ นี่เป็นผลพลอยได้จากการมาเรียนตรงนี้จริงๆ

 

ถ้าเทียบกับข้อความที่ยกมาอ้างนั้นก็คงจะเป็น "นอกจากแพทย์แผนจีนแล้วในใจไม่มีสิ่งอื่นอีก" เมื่อผมมุ่งมั่นศึกษาปรัชญาแพทย์จีนอย่างลึกซึ้งถ่องแท้เกิดเป็นแบบแผนขึ้น จากนั้นก็จะ พัฒนาตัวเองเข้าสู่ขั้นไร้แบบแผน "ได้แพทย์แผนจีน แล้วลืมเลือนแพทย์แผนจีน" พาตัวเข้าสู่ความหลุดพ้น มองเห็นโรคเป็นเพียงปรากฎการณ์ชนิดนึง มองเห็นการเปลี่ยนแปลงขั้นต่างๆของมัน สู้รบกับโรคด้วยวิธีต่างๆ เช่น จ่ายยาหรือการฝังเข็ม เฉกเช่นการประลองเพลงดาบในสนามรบ สามารถใช้แพทย์แผนจีนรักษาโรคได้อย่างไร้ขีดจำกัด โอ้ แค่คิดก็น่าสนุกมากๆแล้วครับ

 

ยามนั้นแพทย์แผนจีนสำหรับผมก็จะไม่เป็นเพียงแค่แพทย์แผนจีนอีกต่อไป หากเป็นความจริงของชีวิต เป็นหนทางสู่การนิพพานอย่างหนึ่ง เสมือนที่มังกรคู่สู้สิบทิศว่าไว้ "สำหรับกับซือเฟยเซวียน วิถีแห่งกระบี่มิเพียงเป็นวิถีแห่งฟ้า ทั้งยังเป็นวิถีแห่งมนุษย์"    

 

ฟังดูมันช่างเว่อร์อะไรขนาดนั้น แต่ไม่ใช่เพียงแค่ผมที่มองแบบนี้นะครับ ผมสามารถยกตัวอย่างมาให้เพื่อนๆเห็นว่า ธรรมะแฝงอยู่ในทุกสิ่งจริง นิพพานอาจเป็นจุดมุ่งหมาย แต่วิธีที่จะพาตัวให้ถึงซึ่งนิพพานกลับไร้ขีดจำกัดครับ ข้างล่างมีอีกหลายตัวอย่างที่ใช้สิ่งต่างๆมาอธิบายธรรมะครับ

 

1. โลกจิต ของแทนไท ประเสริฐกุล

แค่ชื่อหนังสือก็เกือบถึงนิพพานแล้วครับ โลกจิตในที่นี้พี่แทนอธิบายว่า เราสามารถสร้างโลกทั้งโลกได้ด้วยจิตของตัวเอง เป็นคำอธิบายที่ผมต้องผงกหัวยอมรับอย่างศิโรราบเลย เคยเหม่อฝันกลางวันกันใช่ไหมครับ คิดเคลิบเคลิ้มเห็นตัวเองกำลังออกไปเที่ยวกับคนที่เราแอบชอบ อาาาาาา ช่างมีความสุขจัง พอมีคนมาทักสะดุ้งที สิ่งที่เมื่อกี๊คิดคล้ายดั่งจะเป็นจริงก็หายไป ช่างสอดคล้องกับหลักธรรมที่ว่า "จันทร์ในวารี บุปผาในกระจก ไหนเลยเกิดดับได้ ภพภูมิทั้งหมดล้วนบังเกิดจากใจ" จริงๆ

 

2. คณิตศาสตร์อธิบายธรรมะ

 

"เรียน คุณประภาส

ได้อ่านเรื่องคณิตศาสตร์อธิบายธรรม จึงอยากขอร่วมวงด้วยครับ ราวสามร้อยปีก่อนพระเยซูประสูติ อาร์คีมีดิส แห่งไซราคิวส์ ซิซิลี คนเดียวกับที่แก้ผ้าร้องยูเรก้าแหละครับ ได้เพียรหาค่า โดยอาศัยการประมาณพื้นที่ของวงกลม เขาได้สร้างรูปหกเหลี่ยมด้านเท่าสองรูป รูปเล็กบรรจุในวงกลม รูปใหญ่มีวงกลมบรรจุอยู่ภายใน แบบแบบสนิท

โดยการนี้ พื้นที่ของวงกลมจะมากกว่าหกเหลี่ยมด้านเท่ารูปเล็ก แต่น้อยกว่าหกเหลี่ยมด้านเท่ารูปใหญ่(พื้นที่รูปเหลี่ยมด้านเท่าสามารถคำนวณได้ครับ) พอเพิ่มเป็นแปดเหลี่ยม พื้นที่รูปเหลี่ยมข้างในจะมากขึ้นแต่ก็ยังน้อยกว่าพื้นที่วงกลม ขณะที่พื้นที่รูปเหลี่ยมด้านนอกก็​จะ​เล็ก​ลงแต่ก็​ยัง​มากกว่าพื้นที่วงกลม​ ทำ​ให้​ประมาณพื้นที่วงกลม​ได้​แม่นยิ่งขึ้น​(​ซึ่ง​ทำ​ให้​ประมาณค่า​ได้​เป็น​แนวคิด​ใน​การประมาณพื้นที่​แบบนี้ถือว่า​เป็น​แนวคิดของแคลคูลัส​ ต้อง​รอกว่าสองพันปีที​เดียวกว่านิวตัน​จะ​ทำ​ให้​เป็น​ระบบ) ​ยิ่งเพิ่มเหลี่ยม​ให้​มากขึ้น​ จาก​หก​เป็น​แปด​ ​เป็น​สิบ​ ​จน​เป็น​อนันต์​เหลี่ยมด้าน​เท่า​ ​รูปเหลี่ยมก็​จะ​กลาย​เป็น​วงกลม​ มันแปลกนะครับ​ ​จาก​รูปเหลี่ยมที่มีจำ​นวนเหลี่ยมมากมายมหาศาลสุดคะ​เน​ ​กลับกลาย​เป็น​วงกลม​ รูปเรขาคณิตที่​ไม่​มี​เหลี่ยมมีมุมเลย​

หัวข้อธรรมวันนี้ขอเสนอ​ สูงสุดคืนสู่สามัญ​​ครับ​

จิณดิษฐ์​" ------ จากหนังสือคุยกับประภาส

 

ใครจะคิดว่าในคณิตศาสตร์ยังแฝงธรรมะไว้จริงไหมครับ 

 

3. หลากตัวอย่างจากหนังสือคุยกับประภาส 

 

 "ครั้งหนึ่ง เฮดวิก บอร์น เพื่อนของเขา (ไอน์สไตน์) ถามเขาว่า "คุณเชื่อจริงๆ หรือว่า วิทยาศาสตร์อธิบายได้ทุกปรากฏการณ์" ไอน์สไตน์ตอบว่า "ใช่ มันอธิบายได้ทุกสรรพสิ่ง ไม่เชื่อคุณลองบรรยายซิมโฟนี่ของบีโธเฟนด้วยการสั่นของคลื่นความดันดูสิ"

ใน
สายตาของผมแล้ว ไอน์สไตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์คนไหนๆ เพราะเขามองทุกสรรพสิ่งเป็นวิทยาศาสตร์หมด

บุคคลที่ผม
จะยกตัวอย่างต่อไปนี้ ผมจะลองเขียนดูนะครับว่าพวกเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์แขนงกันไหนกันบ้าง คุ้นชื่อทุกคนนั่นแหละครับ

โมซาร์ต
ผู้ค้นพบความสัมพันธ์ของคลื่นเสียงและนำมาสร้างอนุกรมไล่เรียงและจับคู่ความถี่เสียงจนเกิดเป็นคลื่นเสียงกล่อมโลก

ซิกมันด์
ฟรอยด์ ผู้จับแยกหมวดกมลสันดานและความคิดมนุษย์ และอธิบายความสัมพันธ์ของพฤติกรรมในเวลาช่วงต่างๆ ของชีวิตมนุษย์ โดยมีวิชาสถิติเป็นข้ออิงหลัก

ปิกัสโซ่
ผู้นำเอาสัดส่วนของรูปทรงเรขาคณิตมาประกอบกันกับค่าแตกต่างของสเปกตรัมของแสง สร้างเป็นภาพสองมิติที่สะท้อนเข้าไปในจอตา ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนบางตัวออกมาได้

คนสุดท้ายครับ
นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เจ้าชายสิทธัตถะ

พระองค์ทรง
ค้นพบสูตรทางคณิตศาสตร์ที่สามารถอธิบายส่วนที่ลึกที่สุดของมนุษย์ทุกผู้คนบนโลก นึกดูดีๆ สิครับ สี่ข้อนี้สัมพันธ์กันอย่างไร

ทุกข์
สมุทัย นิโรธ มรรค"

 

เป็นยังไงครับ ไอน์สไตน์ยังได้วิทยาศาสตร์แล้วลืมวิทยาศาสตร์ อธิบายความจริงของโลกด้วยวิทยาศาสตร์เลย และผมเชื่อว่าขณะที่ปิกัสโซ่วาดภาพหรือโมสาร์ตแต่งเพลงนั้น พวกเขาเข้าสู่ขั้นไร้แบบแผน ลืมพู่กันในมือและเปียโนเบื้องหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ผมเชื่อครับว่า ถ้าคุณเสาะแสวงหาจริงๆ วันหนึ่งพนักงานบัญชีที่วันๆอยู่กับตัวเลขนั้นอาจจะเห็นโลกเป็นแบบข้างล่างนี่ก็ได้ โลกที่แท้ก็แค่ตัวอักษรวิ่งวุ่นไปมาเท่านั้นเอง

 

 

 

 .

.

 

  

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ผมกลับคิดว่าศาสตร์ทุกแขนงบนโลกความจริงแล้วมันอยู่ที่เราจะโยงเข้าไปหาเรื่องอะไรหรือจะแบ่งประเภทมันยังไงมากกว่า
เช่น คนที่หลงไหลในเสียงดนตรีก็เพราะเค้าชอบในความไพเราะของมันซึ่งไม่จำเป็นต้องรู้จักธรรมมะเลยก็ได้ และถ้ากลับกันนักดนตรีก็อาจคิดว่า "ดนตรีแฝงอยู่ในทุกสิ่ง" อาจมองธรรมะเป็นเหมือนท่วงทำนองที่สงบเงียบ มองวิทยาศาสตร์เป็นเหมือนท่วงทำนองที่ลึกลับน่าค้นหา หรืออะไรก็แล้วแต่
สรุปแล้วผมคิดว่า "อะไร" ที่จะแฝงอยู่ในสิ่งไหนมันขึ้นอยู่กับ "ใจ" ของแต่ละคนมากกว่าครับ

#1 By !~Holy D_dog~! on 2007-11-17 10:38

Hot! อืมม์ ... ยกตัวอย่างแล้วค่อยคิดภาพตามได้หน่อยค่ะ open-mounthed smile
ถ้าเรามองให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาก็น่าคิดนะคะ
อย่างน้อยก็เป็นการเรียนรู้ผ่านเรื่องราวแล้วจะชัดเจนดี big smile

#2 By !2know ++ on 2007-11-17 11:11

ก็เค้าบอกว่า ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

เรียนหมอจีนเมื่อไหร่จะจบล่ะครับ
สุดยอดเหลือจะบรรยายจริงๆ รวมความได้ว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ ทุกสิ่งอย่างอยู่ที่จิตปรุงแต่ง จากมีกลายเป็นไม่มี แต่เหมือนมี โดยที่ไม่รู้มี เอ่อ...sad smile

น้อมรับคำสั่งสอน ด้วยสิ่งนี้ครับ Hot!

#4 By -Press F5- on 2007-11-17 11:27

ยกตัวอย่างดีมากเรยคะพี่เชน
เห็นภาพเรยธรมมะต้องใช้จิตใจquestion
ขอคารวะท่านจอมยุทธ...ล้ำลึก ๆ cry cry Hot!

#6 By ไอ้แป้น : i-phan on 2007-11-17 11:44

คุณ Holy D_dog ครับ จริงอย่างที่คุณว่าครับว่า"อะไร"แฝงอยู่ในไหนมันขึ้นอยู่กับ"ใจ"
ผมถึงได้บอกไว้ว่าคุณจะหยุดเพื่อทำความเข้าใจกับมันไหม เช่น อย่างโลกจิตของคุณแทนไทที่ผมอ้างถึง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณแทนไทได้คิดถึงว่ามันสามารถมองจากมุมมองธรรมะได้นะหรือไม่
แต่ถ้าคุณแทนไทอยากถึงนิพพานด้วยทางนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ครับ
surprised smile
อืม...

เมธ์ว่า เรื่องแบบนี้อยู่ที่ความคิดและประสบการณ์ของแต่ละคนนะคะ เจ้าตัวอาจจะทำไปโดยไม่ได้คิดถึงด้านหลักธรรมหรือด้านอื่น รู้แค่ว่า วางมือที่แป้นแล้วถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทเพลง หรือจะเอาอารมณ์ความรู้สึกวาดแปะลงกับผืนผ้าใบก็ได้ เพียงแต่ถ้าเรามองในมุมด้านธรรมะ (รวม ข้อ3ที่เป็นมุมมองด้านวิทยาศาสตร์) เรื่องมันก็ลงล๊อคพอดี

ส่วนประเด็นเรื่องนิพพานที่พี่เชนพูดถึง อย่างนี้คือสรุปว่า อยู่ที่ "จิต"ทีมี่สติและไม่ยึดติด ใช่มั้ยคะ ที่คนเรายังไม่เกิดนิพพานคงเพราะจิตยังขาดสติที่ตั้งมั่นและยังมีความยึดติดกับสิ่งอื่นๆอยู่(เฮ้อ ถ้าใช่ นิพพานก็คงยังไกลจากเมธ์อีกมากนัก) ว่าแล้วก็ไปนั่งสงบสติหน่อยดีกว่า เผลอทีไรคิดฟุ้งซ่านทุกที =__='

ปล. ตั้งใจอ่าน+ทำความเข้าใจเอนทรี่นี้ยิ่งกว่าอ่านหนังสือสอบอีกค่ะ เหอๆ
ปลล. เห็นพี่เชนติดวรรณกรรมจีนอย่างนี้ แล้ววรรณกรรมไทยหรือของชาติอื่นล่ะคะ?
ปลลล. คิดถึงพี่เชนนะค๊าาาาา cry Hot!

#8 By + MaeBin + on 2007-11-17 12:09

ชอบอ่านงานของคุณประภาสเหมือนกันเลยครับ

เพลงจีนที่เปิดให้ฟังเพราะดีนะครับ

ธรรม คือ ธรรมชาติ ดังนั้น มันจึงแฝงไว้ในทุกสิ่งอย่างไรล่ะครับ

#9 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-17 12:17

อนุโมทนา...โยมเชน..

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด...พี่หมอเชน
ทำไมมันอ่านยากกว่าที่ปอนเคยเข้าใจล่ะครับเนี่ยะ.. แต่ธรรมะก็คือสิ่งธรรมดาที่มันเกิดขึ้นเป็นธรรมดาในโลก แต่ที่อ่านหนังสือยุ่งเนี่ยะ..เป็นหนังสือนิยายนี่เอง นึกว่าหนังสือเรียนquestion

#10 By ปอนปอน on 2007-11-17 12:38

ชอบบรรทัดสุดท้ายครับ

โลกที่ขึ้นอยู่กับใครมอง แล้วแต่ว่าผู้มองนั้นเป็นใคร

#11 By ปิงกรู on 2007-11-17 14:26

ศาสนา ไม่ถูกกันค่ะ
อิอิ

#12 By manow^-^ on 2007-11-17 15:02

งืมมม ทุกวิชาล้วนแปลจากแบบแผนเป็นไร้แบบแผนจริงๆ จากเท่าที่ศึกษาศิลปะต่อสู้หรือพิชัยสงคราม หากยึดในแบบแผนใน 36 กุลยุทธ ก็คงแพ้

ปล. กู่เจิ้ง เพราะอ่าาา

#13 By ฟิวส์ on 2007-11-17 15:24

วันนี้มาบอกลาครับ จะหายตัวไปสักพัก อาจจะหายไปเลย
ขอบคุณครับที่อุตส่าห์ให้ความรู้สึกดีๆแบบเพื่อนพ้องน้องพี่มาตลอด บ๊ายบายครับ big smile Hot!

#14 By -Press F5- on 2007-11-17 15:25

วันนี้มาบอกลาครับ จะหายตัวไปสักพัก อาจจะหายไปเลย ขอบคุณครับที่อุตส่าห์ให้ความรู้สึกดีๆแบบเพื่อนพ้องน้องพี่มาตลอด บ๊ายบายครับ big smile Hot!

ปล.เห็นลาเต้ร้อนรูปหัวใจ ทำเองหรือเปล่าครับ ทำไม่ยากเลยผมเรียนมาแล้ว แต่ไม่มีโอกาสทำให้ลองชิม ไม่ได้โม้นะ แจ่มมากเลย เอิ้กเอิ้ก question

#15 By -Press F5- on 2007-11-17 16:00

คุณหมอเชน ลบ#14ทิ้งไปเลยครับ ส่วนกาแฟต้องเป็นลาเต้ร้อนครับ อย่างในรูป ถึงจะสามารถทำลวดลายสวยๆได้ แต่ต้องใช้ท่อสตรีมนมให้ได้ฟองแบบละเอียดนะครับ ฟูๆนวลๆนุ่มๆ แล้วรีบเทฟองนมลงแก้วแล้วใช้ข้อมือบิดกับการส่ายฟองนมช่วยถึงจะได้ครับ เคยลองผีเสื้อแล้วพอไหว ส่วนหัวใจนี่เด็กๆครับ question

#16 By -Press F5- on 2007-11-17 16:42

ธรรมชาติ ก็คือ ธรรมะค่ะ

การยึดถือธรรมะ ก็คือการดำรงอยู่อย่างธรรมชาตินะคะ

big smile

#17 By Black_DeviL on 2007-11-17 16:48

เพลงเพราะจังเลยค่ะ

อ่านแล้วก็ได้ความรู้ตามเคย

..มันเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว แต่อ่านแล้วก็เข้าใจมากขึ้นและทำให้อยากปฏิบัติตามน่ะค่ะ

ฝ้ายเห็นด้วยนะ ศาสนาไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ความจริงคำสอนทุกอย่างเราสามารถปรับใช้กับชีวิตประจำวันของเราได้ดีด้วยซ้ำ แต่เราไม่ค่อยสนใจกัน

คำอธิบายเรื่องการพิมพ์ดีดเห็นภาพเข้าใจแจ่มแจ้งเลยค่ะ

เข้าบล็อคนี้ทีไรรู้สึกใจสงบทุกที ..

#18 By vinn* on 2007-11-17 17:19

ตามมาอ่านทันเวลาอยู่นะเนี่ย
ไม่ค่อยได้โผล่มาเป็นคนแรกๆเลยเนอะquestion sad smile ตอนนี้น้องกำลังเรียนรู้สัจจธรรมจากชีวิตตัวเองอยู่ค่ะ คงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย double wink

รักษาสุขภาพด้วยค่ะ
ปล.ท่านพี่ช่างเลือกอ่านหนังสือได้เข้ากับหน้าตาเหลือเกิน 555cry
ธรรมะ คือ แนวคิดที่ล้วนกำเนิดมาจากธรรมชาติ
เป็นหลักแห่งความจริงของทุกชีวิต
.
ปกติเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือแนวนี้นะคะ
แนวกำลังภายในembarrassed แต่พอหมอเชนยกตัวอย่างประโยคมาแนะนำ
ก็รู้สึกน่าอ่านขึ้นมาทันที ล้ำลึกจริงๆ big smile
.
ชอบอ่านหนังสือ ของคุณประภาส เช่นกันค่ะ มีครบทุกเล่มเลย
.
เกี่ยวกับธรรมะ ของ ดังตฤน ก็น่าอ่านนะคะ
"เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน"น่ะค่ะ ตอนนี้กำลังอ่าน
อ่านก่อนนอนsurprised smile
.
ปล.ตอนนี้สบายดีค่ะคุฯหมอเชน ยังคงไม่ได้ไปซื้อยา แต่ชงน้ำขิงกินทุกคืน
และไม่ได้อู้ อัพบล๊อคนะคะ ยังไม่ชินกับแบบใหม่น่ะค่ะ
จะเอา slide show ลง แต่ลงไม่ได้ ขอหาทางแก้ไขก่อนsad smile
Happy Happy นะคะconfused smile

#20 By cha_ame on 2007-11-17 20:43

"หากมัวค้นหานิพพาน จักไม่พบนิพพาน มีแต่ใจที่ไม่แสวงหานิพพาน จึงจะถึงนิพพานได้ "
ว้าววว อะไรจะถ่องแท้เพียงนี้ อ่านไปกี่รอบแล้วคะเนี่ยย open-mounthed smile open-mounthed smile

#21 By >>阿旺<< (124.79.111.87) on 2007-11-17 21:49

ธรรมะ ล้วนเกิดจากธรรมชาติ
เมื่อไม่กี่วันก่อนน้องท่อมีโอกาสได้อ่านหนังสือเรื่อง "แมวน้อยอยากนิพพาน"
เรื่องนี้ดีมากๆเลยค่ะ

หุหุ สิ้นเดือนนี้น้องท่อก็จะไปถือศีล8 จะได้เข้าสู่ธรรมะซะที เฮ้อๆ

confused smile confused smile confused smile
แวะมาเยี่ยมเยียนค่ะ
โห...ไม่น่าเชื่ออ่านหนังสือกำลังภายใน แล้วเข้าใจธรรมะ

#23 By MayaKniGht on 2007-11-18 15:09

คอมเมนท์นี้อาจยาวหน่อยนะครับ

ประเด็นเรื่องสูงสุดคืนสู่สามัญนี่ ไม่ว่าในวิชาดาบ วิชาการแพทย์ การแสวงอำนาจ หรือใดๆ ก็ตาม เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอครับ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ประหลาด

มันประหลาดเพราะว่าขณะที่คนกำลังขึ้นสูงเรื่อยๆ ก็มักแปลกใจเมื่อค้นพบว่า ณ จุดที่สูงจุดหนึ่ง กลับเหมือนจุดที่เริ่มต้น

เนื่องจากจริงๆ แล้วมันเป็นวงกลมครับ

ผู้ที่ไม่รู้จะวิ่งวกวนอยู่ในวงกลมนี้ เปรียบเหมือนแฮมสเตอร์วิ่งวนในท่อทึบที่เชื่อมกันเป็นวงกลม ย่อมไม่รู้ว่าท่อทั้งหมดนี้ แท้จริงแล้ววนอยู่กับที่ ก็ได้แต่วิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ โดยคิดว่าข้างหน้าจะเป็นทางออก หรือเป็นทางที่ดีกว่า

ในขณะที่ผู้รู้ จะเป็นซุปเปอร์แฮมสเตอร์ ถึงแม้จะถูกขังอยู่ในท่อทึบเชื่อมกลมเหมือนกัน แต่จะรู้ได้ว่า ท่อนี่เป็นท่อกลม ก็จะไม่หลับหูหลับตาวิ่งไปข้างหน้า เพราะรู้ว่าไร้ประโยชน์ แต่จะเลือกตำแหน่งในท่อกลมที่ดีที่สุด ตามสถานการณ์และเวลาแทน เช่น ตอนสายๆ พระอาทิตย์ขึ้น ซุปเปอร์แฮมสเตอร์ก็จะหลบไปอยู่ทางท่อปีกตะวันตกเพื่อหลบแดด เป็นต้น

ผู้รู้ในธรรมชาติของชีวิต (ธรรมะ) จึงต่างกับผู้ไม่รู้เช่นนี้

ส่วนเรื่องมีรูป ไร้รูป มีแบบแผน ไร้แบบแผน สามารถตีความให้เป็นรูปธรรมได้ง่ายๆ ดังนี้ครับ

ขอยกตัวอย่างเรื่องดาบตามที่คุณเชนยกมานะครับ

ผู้ไม่รู้แบบแผนดาบ จะมองดาบเป็นแค่เหล็กท่อนใหญ่มีคม และใช้กวัดแกว่งมั่วๆ ไปตามเรื่อง อาจจะเอาไปตัดไม้หรือใช้สู้รบก็เป็นแล้วแต่ปัญญา

ส่วนผู้ที่รู้แบบแผนการใช้ดาบ จะรู้ว่า ดาบเป็นอาวุธสำหรับสู้รบ และรู้วิธีการกวัดแกว่งดาบ รู้ท่าทางว่าฝ่ายตรงข้ามเหวี่ยงมาอย่างนี้ จะต้องเหวี่ยงดาบกลับอย่างไร ตามแบบแผนที่รู้มา

ส่วนผู้ที่ทั้งไร้แผนและมีแผน คือยอดคน คนประเภทนี้จะไม่มองดาบเป็นอาวุธสู้รบ แต่จะมองดาบเป็นท่อนเหล็กมีคม ที่เหมาะจะเอาไปใช้ทำการสู้รบ แต่การสู้รบจะไม่ได้ทำตามแบบแผน ผู้รู้จะใช้ดาบเพราะดาบเป็นท่อนเหล็กมีคมที่สามารถหั่นศัตรูได้ แต่ไม่ใช่เป็นอาวุธที่ต้องใช้กระบวนท่าตายตัวตามที่เรียนมา ผู้รู้จะใช้กระบวนท่าเมื่อเห็นสมควร และจะประยุกต์กระบวนท่าใหม่ได้ เมื่อสถานการณ์ไม่สอดคล้องกับกระบวนท่าที่เรียนมา
ทั้งนี้เพราะผู้รู้ได้วิเคราะห์ว่า แท่งเหล็กมีคมนี้ มีสมบัติอย่างไร นักเท่าไหร่ ศูนย์ถ่วงตรงไหน จึงรู้ว่า เมื่อไร สถานการณ์ใด ควรกวัดแกว่งเหล็กท่อนนี้ยังไง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดดังจุดประสงค์ที่ต้องการ
นั่นคือ ไม่ยึดติดกับคอนเซปต์ของดาบ แต่ใช้ดาบตามสมบัติตามธรรมชาติของมันนั่นเอง

นี่คือการเข้าใจถึง ธรรมชาติ (ธรรมะ) ของดาบครับ

ส่วนประเด็นที่สอง เรื่องวิทยาศาสตร์ ดนตรี คณิตศาสตร์นี้ ขอติดไว้ก่อนดีกว่า เนื่องจากหมดแรงแล้ว sad smile

เป็นประเด็นที่น่าสนใจครับ
ให้ฮอทเลย Hot!

#24 By PastelSalad on 2007-11-18 16:50

สวัสดีค่ะ big smile

เพราะธรรมะยึดหลักของความจริง จึงแฝงอยู่ในทุกสิ่ง ขอบคุณสำหรับบทความนี้นะคะ มีประโยชน์มากค่ะ Hot!

#25 By ~ N ~ on 2007-11-18 21:10

อืมค่ะ บางทีเราก้เข้าใจบางทีเราก้ไม่เข้าใจนะธรรมะเนี่ย

เราเคยไปนั่งสมาธิ8 วัน เราก้ยังไม่รู้สึกอะไรมากเท่าไหร่ แต่บางทีมองของง่ายๆก็เหมือนเกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาง่ายๆอย่างนั้นเอง

#26 By TheDoctorWearsPrada on 2007-11-18 21:37

เพลงบรรเลงเพราะดีครับbig smile
จะว่าไปแล้ว สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ถ้ามองมันดีๆ เราอาจเห็นอะไรมากกว่าที่เห็น อย่างที่เจ้าของบลอคเห็นอยู่ก็เป็นไปได้เหมือนกันdouble wink

#27 By worapoj@~@ on 2007-11-19 01:07

ธรรมมะสอดแทรกและซึมลึกเข้าไปในทุกสิ่ง
ในการ์ตูน..นิยาย..เรื่องลี้ลับก็ไม่เว้นซะงั้น

พี่เชนสบายดีนะค้า มินมะได้อัพบล๊อคนาน
แต่ตอนนี้มะเป็นไรแล้วค่ะพี่ชาย
มินเข้มแข็งขึ้นเยอะแระ
ขอบคุณนะค้าที่เป็นห่วงเสมอๆbig smile
ลึกซึ้ง แต่ไม่ค่อยเข้าใจ sad smile
คงต้องใช้เวลาศึกษาด้วยตัวเองมากกว่านี้คงจะเข้าใจได้

#29 By bakabo (~^) on 2007-11-19 13:07

เอนทรี่นี้ต้องค่อยๆอ่านและคิดตามค่ะ
ธรรมะจริงๆคือธรรมชาติมังคะbig smile

#30 By ยายแม่บ้าน on 2007-11-19 13:43

ลืมไปค่ะ
เอาดราก้อนบอลไป 1 ลูกHot!
ปล.วันนี้หยุดค่ะbig smile
แวะมาทักทายอีกครั้งค่ะ
เห็นด้วยว่าธรรมะแฝงในทุกสิ่ง บางคนรับรู้มันอยู่แล้วแต่ทำเป็นไม่รู้ก็มีนะ อิอิ

#32 By kujahleague (58.64.122.52) on 2007-11-19 21:43

โหย ล้ำลึกมากๆค่ะพี่หมอเชน
แก้วชอบย่อหน้าที่พูดถึงสูงสุดคืนสู่สามัญมากๆ รู้สึกว่าคนสมัยนี้พยายามตะกายขึ้นสู่จุดสูงที่สุดกันทั้งนั้น คงจะลืมไปว่าสุดท้ายแล้วมันก็จะกลับมาที่จุดเริ่มต้นอยู่ดี

แก้วต้องไปหาหนังสือของคุณแทนไทกับคุณประภาสมาอ่านบ้างแล้วล่ะ confused smile

ปล. อยากโหวต hot ด้วย ต้องกดตรงไหนคะ หาไม่เจอง่ะ wink

#33 By ^K@ew^ (202.28.62.245) on 2007-11-20 12:19

มีคะพี่เชน...555
คือรูปเยอะมาก...เอาพอประมาณแล้วกันนะคะ
คือปุ๊กทำลง Slide show แต่ไม่เห็นปุ่ม Link นะคะเลยทำไม่เป็น

#34 By Nindë Faelivrin on 2007-11-20 18:21

ชอบเพลงจีนมาก

#35 By wattana (125.24.192.134) on 2007-11-23 22:54

ขอโทดนะคะ ที่ว่านิพพานเนี่ย มีใครต้องการไปบ้างหรือไม่คะช่วยชี้แนะด้วยนะคะ เมื่อเห็นคำตอบของแต่ละคนแล้วจะถามขึ้นมาไหม่นะคะ

#36 By .............. (118.173.204.38) on 2008-05-10 15:14

อันนิพพานหากพวกท่านต้องการแล้วนั้น อยากรู้ว่าต้องการเพื่อเหตุใด หากท่านตอบตัวเองได้ ก็จงหาคำถามของตนเองต่อไป

#37 By ......................... (118.173.204.38) on 2008-05-10 15:30

ท่านทำบุญเพื่ออะไร

หากจะตอบว่าอยากได้บุญ
ก็เป็นกิเลส

ขอให้ท่านอยากทำบุญเพื่อช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกจักดีเสียกว่านะ















#38 By ................. (118.173.204.38) on 2008-05-10 15:34