แพทย์จีน VS แพทย์แผนปัจจุบัน
posted on 05 Jan 2008 12:59 by aunlamun in Doctor-World, Music-therapy
ครั้งแรกที่เริ่มเขียนบล็อกก็เพื่อจะให้คนอ่านมีความรู้ความเข้าใจในแพทย์แผนจีนอย่างถูกต้อง
เพราะในสังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแพทย์แผนจีนอยู่มาก เช่น หมอจีนแค่จับชีพจรก็รู้ทุกอย่างโดยคนไข้ไม่ต้องพูดอะไร
และด้วยความคิดแบบนี้คนไข้จำนวนมากก็พกพาความอยากลองภูมิหมอมาอย่างเต็มพิกัด
มาถึงไม่พูดพร่ำทำเพลงยื่นมือให้และปิดปากเงียบสนิท เอ่อ
พวกผมไม่ใช่เทพนะครับ (แม้ว่าผมจะเป็นเด็กเทพศิรินทร์ก็ตามที) ชีพจรมันพอบอกอะไรได้บ้างแต่มันไม่ได้ตะโกนบอกผมหรอกครับว่าคุณป่วยเป็นอะไร เพราะฉะนั้นเวลาไปหาหมอจีนเนี่ยอย่าเอาสุขภาพของคุณมาผูกกับความอยากลองดี
ควรร่วมมือกับหมอแต่โดยดีเพื่อสุขภาพของตัวคุณเองครับ
น้องเตยส่งเมลมาถามผมเกี่ยวกับแพทย์จีนเพื่อเอาไปรายงานหน้าชั้นครับ ยินดีช่วยเหลือเต็มที่เพื่อเผยแพร่ความเข้าใจในแพทย์แผนจีนให้มากขึ้น เห็นเตยบอกว่าอาจารย์สนใจและชอบมากก็รู้สึกดีใจมากครับ น้องเตยบอกว่าน่าจะเอาข้อมูลมาเขียนบล็อกนะผมก็เห็นด้วยครับเลยเอาเมลที่ผมตอบกลับให้น้องเขามาลงที่นี่ พร้อมทั้งแก้ไขอีกนิดหน่อย เชิญอ่านได้ครับ
สวัสดีค่ะ พี่เชน
วิชาThai art อ.สอนเรื่องความแตกต่างระหว่างศิลปตะวันตกกับตะวันออกค่ะ รวมไปถึงเรื่องของแนวคิดด้วยแล้วอ.ให้ออกไปรายงานว่ามีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง เตยเห็นว่าเรื่องการแพทย์เป็นเรื่องนึงที่น่าสนใจค่ะ
แต่เตยหาข้อมูล อ่านไปแล้วเริ่มสับสนค่ะ แห่ะๆ ว่าจริงๆแล้วแนวคิดหลักของแพทย์แผนจีนคืออะไรค่ะแล้วมีความแตกต่างกับแผนตะวันตกยังไงค่ะ
พี่เชนสุดหล่อช่วยตอบหน่อยน๊าาาา แห่ะๆ ขอบคุณล่วงหน้าค่าาาา อิอ (ตรงสุดหล่อนี่น้องเขาพิมพ์ตัวหนามาเองนะครับ ไม่เกี่ยวกับผมนะครับ
)
ิ
ปล. พี่เชนน่าอัพบล๊อคเรื่องนี้นะ เตยว่า
ปล.๒ พี่เชนตอบเตยเร็วไวหน่อยก็ดีนะค่ะ เพราะเตยจะยิ่งอ่านยิ่งงงหนักไปอีก = =''
เตย
ตกลงเลือกวิชาแพทย์ซะงั้นอะเตย แต่ก็ดูเป็นอะไรที่แปลกใหม่ดี อ.น่าจะสนใจเนอะ
หลักการที่โดดเด่นที่สุดของแพทย์จีนและก็เป็นหลักการที่ทำให้เกิดความแตกต่างกับแพทย์แผนปัจจุบันมีอยู่สองข้อใหญ่ๆครับ
1. คือการมองแบบองค์รวม (整体观念) การมองแบบองค์รวมนี้ใช้ได้ตั้งแต่เรื่องเล็กตั้งแต่การทำงานร่วมกันของอวัยวะในการรักษา แพทย์จีนจะไม่มองเป็นแต่ละอวัยวะ ถ้าเป็นแพทย์แผนปัจจุบันเวลารักษาจะมุ่งเน้นไปที่อวัยวะที่เกิดโรคนั้นๆเพียงอย่างเดียว ยกตัวอย่างเรื่องการไอ แพทย์แผนปัจจุบันจะมองว่าโรคเกิดที่ปอดและจะมุ่งรักษาปอดเพียงอย่างเดียว ขณะที่แพทย์จีนจะไม่มองว่ามีเพียงแค่ปอดที่ทำให้เกิดการไอเพราะคัมภีร์จีนโบราณบอกไว้ชัดเจนตั้งแต่สองพันปีก่อนว่า ทุกอวัยวะเช่น ตับ ไต กระเพาะ เป็นต้นล้วนทำให้เกิดอาการไอ (แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าอวัยวะของแพทย์ทั้งสองแผนก็ไม่ได้หมายถึงอวัยวะในลักษณะเดียวกันนะครับ เพราะอวัยวะทางแพทย์แผนปัจจุบันคือ อวัยวะทางสรีระวิทยา เป็นรูปเป็นร่าง เป็นของจับต้องได้ ขณะที่บางอวัยวะของแพทย์จีนหมายถึงการทำงาน เช่น ม้ามไม่ได้หมายถึงอวัยวะม้าม แต่หมายถึงอวัยวะที่เกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารทั้งหมด)
ถ้ามองแบบองค์รวมในเรื่องใหญ่ขึ้นมาอีกก็เช่นมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น ความเครียด ความรวย ความจน เพื่อนไม่ดี หรือฝนตก ร้อนไป หนาวไป ปัจจัยภายนอกต่างๆล้วนส่งผลกระทบต่อมนุษย์เราทั้งสิ้น ดังนั้นเวลาแพทย์จีนจะตรวจรักษาจะคิดถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลารักษากับแพทย์จีนแล้วต้องคุยกันเยอะ คุยกันยาว บางทีคุยจนคนไข้อารมณ์ดีโรคหายโดยไม่ต้องรักษาก็มี เพราะโรคมันอยู่ที่ใจ ทุกวันนี้ องค์กรอนามัยโลก WHO นิยามคำว่า"สุขภาพดี" คือต้องดีทั้งกาย ใจ และสังคม เรื่องนี้แพทย์แผนจีนพูดไว้นานแล้วแต่แพทย์แผนปัจจุบันพึ่งมานิยามทีหลังเมื่อไม่นานนี้เอง
2. คือการวินิจฉัยโรคที่เฉพาะเจาะจง (辨证论治) โรคทางแพทย์จีนนั้นสามารถแบ่งหมวดหมู่ย่อยลงไปได้มากกว่าแพทย์แผนปัจจุบันอีก ยกตัวอย่างเรื่องการไออีกที แพทย์จีนอย่างที่บอกจากข้อแรกว่า ไอไม่ได้เกี่ยวกับปอดเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้น "ไอ" หนึ่งอาการสามารถแบ่งย่อยสาเหตุลงไปได้อีกมาก เช่น เป็นการไอจากตับ (เวลาอารมณ์เปลี่ยนแปลงแล้วไอ) เป็นการไอจากไต (ไอแล้วรู้สึกเหมือนหายใจไม่สุด อากาศลงไปไม่ถึงท้องน้อย) เป็นการไอจากกระเพาะ (กินของเย็นแล้วไอหนักกว่าเดิม หรือไอแล้วอยากจะอาเจียนไปด้วย) เมื่อแบ่งย่อยขนาดนี้จะเห็นได้ว่าสาเหตุของโรคมันมีมากมาย เวลารักษาก็จำเป็นต้องรักษาไปตามสาเหตุหลักของโรคซึ่งบางทียาที่ใช้นั้นอาจจะไม่ใส่ยารักษาอาการไอลงไปเลยก็ได้ อาจจะแค่ทำให้ถ่ายท้องสะดวกไม่ท้องผูกแล้วอาการไอดีขึ้นเองก็มี เคสนี้เรียกว่าไอแบบลำไส้ใหญ่ (ตามหลักแพทย์จีน ปอดกับลำไส้ใหญ่มีส่วนเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น เพราะเส้นลมปราณเชื่อมต่อกันอยู่ สังเกตได้ว่าบางคนเป็นหอบเพราะท้องผูก ถ้าถ่ายท้องแล้วอาการกลับดีขึ้นได้)
แต่แพทย์แผนปัจจุบันนั้นอาการไอก็คืออาการไอไม่มีการแบ่งย่อยลงไปอีก เวลาให้ยาจึงให้ยาแก้ไออย่างเดียว ซึ่งฤทธ์ยาจะกว้างและครอบคลุมมาก แต่ขณะเดียวกันก็จะไม่สามารถเจาะลงไปถึงสาเหตุของโรคได้อย่างชัดเจน เรียกได้ว่ารักษาไปตามอาการซึ่งในบางโรคก็ต้องกินยาไปตลอดชีวิตเพราะสาเหตุของโรคไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
ข้อสองนี้ไม่ได้พยายามจะพูดว่าแพทย์แผนปัจจุบันไม่พยายามรักษาโรคที่ต้นเหตุนะครับ แต่ว่าต้นเหตุของเขาต้องเป็นวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ชนิดจับต้องได้ ซึ่งตรงนี้เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแพทย์แผนปัจจุบันจึงยังหาสาเหตุของโรคมากมายไม่พบ ขณะที่แพทย์จีนเข้าใจสาเหตุของโรคได้เกือบทุกโรค เขาเห็นว่าไอเป็นการระคายเคืองในปอด อาจเกิดจากการติดเชื้อ เขาคิดว่านี่คือสาเหตุของโรค เลยรักษาเรื่องการระคายเคืองของปอด ให้ยาฆ่าเชื้อเป็นต้น ขณะที่แพทย์จีนมองลึกลงไปอีก แม้ว่าสาเหตุของโรคในทางแพทย์จีนจะไม่สามารถจับต้องได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีหลักการนะทุกอย่างมีหลักการอ้างอิงได้ และผลการรักษาก็พิสูจน์ให้เห็นได้ว่าหลักการนี้ถูกต้องสมมติว่า ถ้ามองเรื่องปอดติดเชื้อแล้วไอ แพทย์จีนจะคิดลึกลงไปอีกว่า แล้วทำไมถึงติดเชื้อได้ละ คนอื่นไม่เห็นเป็นเลย พอมาดูก็อาจจะเห็นว่า อ้อเพราะคนไข้ไม่แข็งแรงนะ (ตรงจุดนี้แพทย์แผนปัจจุบันก็คงรู้สาเหตุเหมือนกันครับอาจจะบอกว่าภูมิคุ้มกันต่ำเป็นต้น) ก็ต้องบำรุงร่างกาย ปรับสมดุล ตรงนี้ใช้ยาจีนรักษาจะเห็นผลชัดครับ ขณะที่หมอแผนปัจจุบันอาจจะบอกได้แบบกำกวมว่าพักผ่อนเยอะๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายบ้างซึ่งก็มีส่วนช่วย แต่ถ้าเสริมยาจีนร่วมด้วยจะยิ่งเห็นผลเร็ว
สองข้อนี้คิดว่าน่าจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นนะว่าสองแพทย์ต่างกันตรงไหน ถ้าไม่เข้าใจก็ลองถามอีกทีละกันครับ
ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรค์คาลัย พระองค์ยังตรึงอยู่ในใจของชาวไทยตลอดไป
ปล. ถ้าใครเรียนแพทย์แผนจีนอยู่ จำสองข้อนี้ไว้เลยครับ ออกข้อสอบชัวร์

ฮี้ววววววววววว....
ถ้าคุณหมเชนมาเปิดคลีนิก ก็ไม่แน่..(หมายถึงถ้าไม่สบาย)
แต่ยังไงเราก็อย่าเจอกับแบบคนไข้กับคุณหมอเลยจะดีกว่า
เจอกันแบบคนปกติจะดีกว่าครับ 555
เค้าบอกว่า ไปหาหมออย่าขอของแถม
เพราะจะได้โรคกลับมา
ส่วนมากไปหาหมอ คุณหมอก็จะถามว่า
มีอาการไอมั้ย ไอแบบไหน และจะถามค่อนข้างละเอียด
เพราะเป็นโรงบาลเอกชน เช่น
-- มีเสมหะ
-- เขียว
-- หรือขาว
-- หรือขาวอ่อน (ไม่เกี่ยว)
-- ไม่มีเสมหะ
-- ไอแห้ง
-- หรือไม่แห้ง
-- หรือเปียกชื้น (อันนี้ก็ไม่เกี่ยว)
-- ไอเลิฟยู (ยิ่งไม่เกี่ยวใหญ่)
แต่ส่วนมากหมอก็จะให้ยาแก้ไอมาก็เท่านั้น
ผมเคยไอแบบ ไอมากๆ ปวดซี่โครงไปหลายวัน
#1 By แพนด้ามาจากญี่ปุ่น on 2008-01-05 14:40