ครั้งแรกที่เริ่มเขียนบล็อกก็เพื่อจะให้คนอ่านมีความรู้ความเข้าใจในแพทย์แผนจีนอย่างถูกต้อง เพราะในสังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแพทย์แผนจีนอยู่มาก เช่น หมอจีนแค่จับชีพจรก็รู้ทุกอย่างโดยคนไข้ไม่ต้องพูดอะไร และด้วยความคิดแบบนี้คนไข้จำนวนมากก็พกพาความอยากลองภูมิหมอมาอย่างเต็มพิกัด มาถึงไม่พูดพร่ำทำเพลงยื่นมือให้และปิดปากเงียบสนิท เอ่อ พวกผมไม่ใช่เทพนะครับ (แม้ว่าผมจะเป็นเด็กเทพศิรินทร์ก็ตามที) ชีพจรมันพอบอกอะไรได้บ้างแต่มันไม่ได้ตะโกนบอกผมหรอกครับว่าคุณป่วยเป็นอะไร เพราะฉะนั้นเวลาไปหาหมอจีนเนี่ยอย่าเอาสุขภาพของคุณมาผูกกับความอยากลองดี ควรร่วมมือกับหมอแต่โดยดีเพื่อสุขภาพของตัวคุณเองครับ

 

น้องเตยส่งเมลมาถามผมเกี่ยวกับแพทย์จีนเพื่อเอาไปรายงานหน้าชั้นครับ ยินดีช่วยเหลือเต็มที่เพื่อเผยแพร่ความเข้าใจในแพทย์แผนจีนให้มากขึ้น เห็นเตยบอกว่าอาจารย์สนใจและชอบมากก็รู้สึกดีใจมากครับ น้องเตยบอกว่าน่าจะเอาข้อมูลมาเขียนบล็อกนะผมก็เห็นด้วยครับเลยเอาเมลที่ผมตอบกลับให้น้องเขามาลงที่นี่ พร้อมทั้งแก้ไขอีกนิดหน่อย เชิญอ่านได้ครับ

 

สวัสดีค่ะ พี่เชน ​​​​

วิชาThai art อ.สอนเรื่องความแตกต่างระหว่างศิลปตะวันตกกับตะวันออกค่ะ รวมไปถึงเรื่องของแนวคิดด้วยแล้วอ.ให้ออกไปรายงานว่ามีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง เตยเห็นว่าเรื่องการแพทย์เป็นเรื่องนึงที่น่าสนใจค่ะ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​

แต่เตยหาข้อมูล อ่านไปแล้วเริ่มสับสนค่ะ แห่ะๆ ว่าจริงๆแล้วแนวคิดหลักของแพทย์แผนจีนคืออะไรค่ะแล้วมีความแตกต่างกับแผนตะวันตกยังไงค่ะ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​

พี่เชนสุดหล่อช่วยตอบหน่อยน๊าาาา แห่ะๆ ขอบคุณล่วงหน้าค่าาาา อิอ (ตรงสุดหล่อนี่น้องเขาพิมพ์ตัวหนามาเองนะครับ ไม่เกี่ยวกับผมนะครับ )​​​​​​​​

ปล. พี่เชนน่าอัพบล๊อคเรื่องนี้นะ เตยว่า​​​​​​

ปล.๒ พี่เชนตอบเตยเร็วไวหน่อยก็ดีนะค่ะ เพราะเตยจะยิ่งอ่านยิ่งงงหนักไปอีก = =''​​​​​​​​​​​

เตย

 

 

ตกลงเลือกวิชาแพทย์ซะงั้นอะเตย แต่ก็ดูเป็นอะไรที่แปลกใหม่ดี อ.น่าจะสนใจเนอะ

หลักการที่โดดเด่นที่สุดของแพทย์จีนและก็เป็นหลักการที่ทำให้เกิดความแตกต่างกับแพทย์แผนปัจจุบันมีอยู่สองข้อใหญ่ๆครับ

 

1. คือการมองแบบองค์รวม (整体观念) การมองแบบองค์รวมนี้ใช้ได้ตั้งแต่เรื่องเล็กตั้งแต่การทำงานร่วมกันของอวัยวะในการรักษา แพทย์จีนจะไม่มองเป็นแต่ละอวัยวะ ถ้าเป็นแพทย์แผนปัจจุบันเวลารักษาจะมุ่งเน้นไปที่อวัยวะที่เกิดโรคนั้นๆเพียงอย่างเดียว ยกตัวอย่างเรื่องการไอ แพทย์แผนปัจจุบันจะมองว่าโรคเกิดที่ปอดและจะมุ่งรักษาปอดเพียงอย่างเดียว ขณะที่แพทย์จีนจะไม่มองว่ามีเพียงแค่ปอดที่ทำให้เกิดการไอเพราะคัมภีร์จีนโบราณบอกไว้ชัดเจนตั้งแต่สองพันปีก่อนว่า ทุกอวัยวะเช่น ตับ ไต กระเพาะ เป็นต้นล้วนทำให้เกิดอาการไอ (แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าอวัยวะของแพทย์ทั้งสองแผนก็ไม่ได้หมายถึงอวัยวะในลักษณะเดียวกันนะครับ เพราะอวัยวะทางแพทย์แผนปัจจุบันคือ อวัยวะทางสรีระวิทยา เป็นรูปเป็นร่าง เป็นของจับต้องได้ ขณะที่บางอวัยวะของแพทย์จีนหมายถึงการทำงาน เช่น ม้ามไม่ได้หมายถึงอวัยวะม้าม แต่หมายถึงอวัยวะที่เกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารทั้งหมด)

 

ถ้ามองแบบองค์รวมในเรื่องใหญ่ขึ้นมาอีกก็เช่นมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น ความเครียด ความรวย ความจน เพื่อนไม่ดี หรือฝนตก ร้อนไป หนาวไป ปัจจัยภายนอกต่างๆล้วนส่งผลกระทบต่อมนุษย์เราทั้งสิ้น ดังนั้นเวลาแพทย์จีนจะตรวจรักษาจะคิดถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลารักษากับแพทย์จีนแล้วต้องคุยกันเยอะ คุยกันยาว บางทีคุยจนคนไข้อารมณ์ดีโรคหายโดยไม่ต้องรักษาก็มี เพราะโรคมันอยู่ที่ใจ ทุกวันนี้ องค์กรอนามัยโลก WHO นิยามคำว่า"สุขภาพดี" คือต้องดีทั้งกาย ใจ และสังคม เรื่องนี้แพทย์แผนจีนพูดไว้นานแล้วแต่แพทย์แผนปัจจุบันพึ่งมานิยามทีหลังเมื่อไม่นานนี้เอง

 

2. คือการวินิจฉัยโรคที่เฉพาะเจาะจง (辨证论治) โรคทางแพทย์จีนนั้นสามารถแบ่งหมวดหมู่ย่อยลงไปได้มากกว่าแพทย์แผนปัจจุบันอีก ยกตัวอย่างเรื่องการไออีกที แพทย์จีนอย่างที่บอกจากข้อแรกว่า ไอไม่ได้เกี่ยวกับปอดเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้น "ไอ" หนึ่งอาการสามารถแบ่งย่อยสาเหตุลงไปได้อีกมาก เช่น เป็นการไอจากตับ (เวลาอารมณ์เปลี่ยนแปลงแล้วไอ) เป็นการไอจากไต (ไอแล้วรู้สึกเหมือนหายใจไม่สุด อากาศลงไปไม่ถึงท้องน้อย) เป็นการไอจากกระเพาะ (กินของเย็นแล้วไอหนักกว่าเดิม หรือไอแล้วอยากจะอาเจียนไปด้วย) เมื่อแบ่งย่อยขนาดนี้จะเห็นได้ว่าสาเหตุของโรคมันมีมากมาย เวลารักษาก็จำเป็นต้องรักษาไปตามสาเหตุหลักของโรคซึ่งบางทียาที่ใช้นั้นอาจจะไม่ใส่ยารักษาอาการไอลงไปเลยก็ได้ อาจจะแค่ทำให้ถ่ายท้องสะดวกไม่ท้องผูกแล้วอาการไอดีขึ้นเองก็มี เคสนี้เรียกว่าไอแบบลำไส้ใหญ่ (ตามหลักแพทย์จีน ปอดกับลำไส้ใหญ่มีส่วนเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น เพราะเส้นลมปราณเชื่อมต่อกันอยู่ สังเกตได้ว่าบางคนเป็นหอบเพราะท้องผูก ถ้าถ่ายท้องแล้วอาการกลับดีขึ้นได้) 

 

แต่แพทย์แผนปัจจุบันนั้นอาการไอก็คืออาการไอไม่มีการแบ่งย่อยลงไปอีก เวลาให้ยาจึงให้ยาแก้ไออย่างเดียว ซึ่งฤทธ์ยาจะกว้างและครอบคลุมมาก แต่ขณะเดียวกันก็จะไม่สามารถเจาะลงไปถึงสาเหตุของโรคได้อย่างชัดเจน เรียกได้ว่ารักษาไปตามอาการซึ่งในบางโรคก็ต้องกินยาไปตลอดชีวิตเพราะสาเหตุของโรคไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

 

ข้อสองนี้ไม่ได้พยายามจะพูดว่าแพทย์แผนปัจจุบันไม่พยายามรักษาโรคที่ต้นเหตุนะครับ แต่ว่าต้นเหตุของเขาต้องเป็นวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ชนิดจับต้องได้ ซึ่งตรงนี้เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแพทย์แผนปัจจุบันจึงยังหาสาเหตุของโรคมากมายไม่พบ ขณะที่แพทย์จีนเข้าใจสาเหตุของโรคได้เกือบทุกโรค เขาเห็นว่าไอเป็นการระคายเคืองในปอด อาจเกิดจากการติดเชื้อ เขาคิดว่านี่คือสาเหตุของโรค เลยรักษาเรื่องการระคายเคืองของปอด ให้ยาฆ่าเชื้อเป็นต้น ขณะที่แพทย์จีนมองลึกลงไปอีก แม้ว่าสาเหตุของโรคในทางแพทย์จีนจะไม่สามารถจับต้องได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีหลักการนะทุกอย่างมีหลักการอ้างอิงได้ และผลการรักษาก็พิสูจน์ให้เห็นได้ว่าหลักการนี้ถูกต้องสมมติว่า ถ้ามองเรื่องปอดติดเชื้อแล้วไอ แพทย์จีนจะคิดลึกลงไปอีกว่า แล้วทำไมถึงติดเชื้อได้ละ คนอื่นไม่เห็นเป็นเลย พอมาดูก็อาจจะเห็นว่า อ้อเพราะคนไข้ไม่แข็งแรงนะ (ตรงจุดนี้แพทย์แผนปัจจุบันก็คงรู้สาเหตุเหมือนกันครับอาจจะบอกว่าภูมิคุ้มกันต่ำเป็นต้น) ก็ต้องบำรุงร่างกาย ปรับสมดุล ตรงนี้ใช้ยาจีนรักษาจะเห็นผลชัดครับ ขณะที่หมอแผนปัจจุบันอาจจะบอกได้แบบกำกวมว่าพักผ่อนเยอะๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายบ้างซึ่งก็มีส่วนช่วย แต่ถ้าเสริมยาจีนร่วมด้วยจะยิ่งเห็นผลเร็ว

 

สองข้อนี้คิดว่าน่าจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นนะว่าสองแพทย์ต่างกันตรงไหน ถ้าไม่เข้าใจก็ลองถามอีกทีละกันครับ

 


ขอ​ให้​พระองค์​เสด็จสู่สวรรค์คาลัย​ ​พระองค์ยังตรึง​อยู่​ใน​ใจของชาวไทยตลอดไป

 

 

 

ปล. ถ้าใครเรียนแพทย์แผนจีนอยู่ จำสองข้อนี้ไว้เลยครับ ออกข้อสอบชัวร์

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ผมไม่เคยไปหาหมอจีนเลยเคยไปหาแต่หมอปัจจุบัน
ถ้าคุณหมเชนมาเปิดคลีนิก ก็ไม่แน่..(หมายถึงถ้าไม่สบาย)
แต่ยังไงเราก็อย่าเจอกับแบบคนไข้กับคุณหมอเลยจะดีกว่า
เจอกันแบบคนปกติจะดีกว่าครับ 555
เค้าบอกว่า ไปหาหมออย่าขอของแถม
เพราะจะได้โรคกลับมา

ส่วนมากไปหาหมอ คุณหมอก็จะถามว่า
มีอาการไอมั้ย ไอแบบไหน และจะถามค่อนข้างละเอียด
เพราะเป็นโรงบาลเอกชน เช่น
-- มีเสมหะ
-- เขียว
-- หรือขาว
-- หรือขาวอ่อน (ไม่เกี่ยว)
-- ไม่มีเสมหะ
-- ไอแห้ง
-- หรือไม่แห้ง
-- หรือเปียกชื้น (อันนี้ก็ไม่เกี่ยว)
-- ไอเลิฟยู (ยิ่งไม่เกี่ยวใหญ่)

แต่ส่วนมากหมอก็จะให้ยาแก้ไอมาก็เท่านั้น
ผมเคยไอแบบ ไอมากๆ ปวดซี่โครงไปหลายวัน
พี่สนใจเรื่องนี้มากถึงมากที่สุดเลยค่ะ

แพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบันเนี้ยค่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พี่ทึ่งมากคือ หมอมาแหมะที่จุดชีพจร โดยที่พี่ปิดปากเงียนสนิท (แหะๆ ตามที่น้องหมอบอกไว้ตามข้างต้น) ช่างน่ามหัศจรรย์ค่ะ ท่านบอกไว้เป๊ะๆเลย "ภูมิแพ้"

อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ ท้องผูกมาก อาทิตย์นึงเอาของเสียออกสักครั้ง ทรมานมาก พอท่านจ่ายยามา เชื่อไหมคะว่า ถ่ายทุกวันเลย พอเลิกกินก็หายท้องผูกเลย

มหัศจรรย์พันลึกมากๆ ชื่นชมในตำราจีนและแพทย์แผนจีนจริงๆค่ะ

#2 By TRgrace on 2008-01-05 14:52

ไปอ่านเจอที่บ้าน้องปิง เรื่องฉี่เด็ก อยากบอกว่า แปลกแต่จริงค่ะ งงเหมือนกันนะคะ (ตำราสูตรจีนโบราณ)

ตอนที่ลูกสาวพี่ได้ 1-2 เดือน จะมีฝ้าขาวๆ หนาๆขึ้นบนลิ้น คุณหมอก็ให้ยามาทา ทาจนหมดขวด ก็ไม่ดีขึ้น (แต่ก่อนจะพาลูกไปหาหมอเนี้ย โดนอากงอาม่าบ่นไปหลายยกเรื่องที่พี่ไม่เชื่อท่าน) ท่านแนะนำให้เอาฉี่ลูกที่เพิ่งฉี่ใหม่ เปียกผ้าอ้อมพันนิ้ว แล้วเข้าไปกวาดเช็ดเบาๆที่ลิ้นของลูก แต่พี่ไม่ยอม "โอยย ไม่เอาหรอก ของเสียทั้งนั้นเชื้อโรคนะน่ะ"

อากงอาม่าบอกว่า"อั๊วเลี้ยงพวกลื้อมาจนโตเป็นควาย ยังไม่เห็งมีใครติดเชื้อโรคตายสักคงนี่หว่า ก็เห็นพวกลื้อหายกันทุกคงนี่นา"

พอพี่ลองทำบ้าง เหอะๆ หายจริงๆค่ะ ตำราจีนใช้ได้เลยนะคะ

เกรงว่าน้องหมอจะไม่ได้กลับไปอ่านอ่ะค่ะ

#3 By TRgrace on 2008-01-05 15:05

VaR ไม่เคยไปหาแพทย์จีนเลยค่ะ เพราะป่วยแบบเด็กๆ ไม่ต้องแสวงหาแพทย์แผนใดconfused smile

#4 By VAR on 2008-01-05 15:21

แปลกดีจริงๆครับ ศาสตร์ต่างๆของตะวันออกเนี่ย มีดีไม่ด้อยกว่าศาสตร์ตะวันตกเลย

แต่มีปัญหาโน่นนี่ร้อยแปด เช่น ไม่มีการบันทึกไว้บ้าง ไม่ค่อยมีผู้สืบทอดบ้าง ความรู้สูญหายบ้าง โดนทำลายบ้าง จนกระทั่งศาสตร์ตะวันตกได้รับความเชื่อถือมากกว่า คนตะวันออก ก็ไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองมี ขนาดปัจจุบันโดนตะวันตกมาขโมยความรู้ไปบ่อยๆ นะเนี่ย

ตำราสมุนไพรไทยทั้งกินทั้งทาสรรพคุณร้อยแปด ตอนนี้ที่คนทั่วไปรู้จักกันดี มีแค่ขี้ผึ้งกับยาหม่อง(ยาหม่องของพม่าอีกตะหาก)

แต่ผมก็ไม่ค่อยชอบเลยที่ ในตำรายาไทย เอะอะอะไรก็ทำพิธี ดูฤกษ์ยาม เอาขลัง เอาศักดิ์สิทธิ์ สรรพคุณยามันไม่เกี่ยวซะหน่อย

อ๊ะ ออกทะเล sad smile
ความรู้ๆ

#6 By N_V_Man on 2008-01-05 16:32

เอนทรีให้ความรู้ ดีจัง confused smile

#7 By bakabo (~^) on 2008-01-05 16:35

ศาสตร์ตะวันออกมันอธิบายเหตุ-ผลไม่ชัดเจนครับ big smile

#8 By book on 2008-01-05 16:44

ศาสตร์ของแพทย์แผนจีนก็เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจนะคะ
ดูแล้วขลังดี + เจาะลึกเกี่ยวกับพวกอวัยวะภายในดี
ดูลึกซึ้งดีค่ะ แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ลองเลย big smile

#9 By !2know ++ on 2008-01-05 16:45


กำลังคิดจะเรียนต่อ การแพทย์แผนจีนพอดี
ช่วยในการตัดสินใจได้มากเลยค่ะ

ขอบคุณมากๆนะคะ^^
(ขออนุญาต แอดfavนะคะ)

#10 By Miss Moo~Mee on 2008-01-05 16:55

ได้ความรู้เยอะเลยค่ะopen-mounthed smile

#11 By goong (124.120.153.215) on 2008-01-05 17:05

ึคุณแพนด้า เรามาเจอกันแบบธรรมดาก็ดีแล้วครับ แต่ถ้าไม่สบายก็ขอเชิญนะครับ อิๆ

คุณHyBRiD@KnigHTครับ มันไม่ใช่ว่าเหตุผลไม่ชัดเจนนะครับ เพียงแต่ความรู้เี่กี่ยวกับด้านนี้มีน้อย คนไม่คุ้นเคยก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ชัดเจน ผมเข้ามาสัมผัสตรงนี้ทำให้รู้ว่ามันมีเหตุผลชัดเจนมาก สามารถอธิบายได้ เพียงแต่ว่าผู้ฟังต้องมีความรู้พื้นฐานนิดหน่อยแต่ก็อธิบายให้ฟังได้ไม่ยากครับ

โห พี่รัตน์เรื่องฉี่เด็กนี่เดี๋ยวต้องขอความรู้เพิ่มแล้วละครับ

ึคุณไทน่า จริงครับศาสตร์ของเราโดนตะวันตกขโมยไปไม่น้อยเลยครับ โดยเฉพาะเขาเป็นคนคิดเรื่องลิขสิทธ์ขึ้นมาและก็ใช้กฎหมายที่เขาถนัดเอาของเราไปใช้และเอากฎหมายมาอ้างบังคับใช้เฉยเลย
อ้อแล้วยาจีนไม่ต้องทำพิธีนะครับ ส่วนยาไทยผมไม่แน่ใจ

น้อง Miss Moo~Mee ยินดีต้อนรับครับ มีปัญหาอะไรสอบถามกันได้ครับ
อ๋อ...เป็นอย่างนี้นี่เอง เคยได้ยินมาบ้างแล้วครับ แต่ปอนไม่ค่อยได้ไปหาหมอเพื่อรักษาโรคสักเท่าไหร่.. แต่หาหมอรักษาใจเนี่ยะ..ค่อนข้างบ่อย ฮี้ววววววววววว....

แต่พี่หมอเชนครับ..ถ้าเรามีอากานอนไม่หลับเพราะจิตใจว้าวุ่นมากมาย สมองทำงานคิดนู่นคิดนี่อยู่ตลอดเข้าข่ายฟุ้งซ่านควรจะกินยายังไงครับ..ขอความกรุณาส่งเทียบยามาทางอีเมล์ปอนได้เลยนะครับ แต่เอ..มีคนบอกว่ากินยาจีนแล้วจะอ้วนจริงหรือเปล่าครับ..กลัวนิดหน่อยแต่ไม่ใช่ประเด็นหลักครับ แต่ปอนรู้นะครับว่าการรักษามันขึ้นอยู่กับการปรับวิธีคิดแต่อีตาคนนั้นดื้อดึงไม่ยอมทำก็คงต้องใช้ยาช่วยน่ะครับsad smile confused smile

#13 By ปอนปอน on 2008-01-05 17:31

แวะกลับมาหาข้อมูล อุ๊ย..เจออะไรดีๆอีกแล้ว
ช่วงนี้กำลังหาข้อมูลมาเขียนค่ะ รู้เรื่องใหม่ๆเยอะเลย

#14 By sebin_เซบิน on 2008-01-05 18:08

ขอบคุณค่ะ

#15 By นานา (117.47.89.42) on 2008-01-05 18:08

ผมเคยหาอ่านตำรายาไทยเล่นๆน่ะครับ แล้วก็เจอแนวๆ ลูกประคำดีควาย ไพล ว่านร้อยแปดพันเก้่า เก็บเมื่อข้างขึ้น ตำวนซ้ายพลางบริกรรมคาถา ก่อนใส่ขวดต้องทำพิธี บลาๆ~
สรรพคุณทางยาบรรทัดนึง อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อีกบรรทัดนึง บางเล่มก็มีบางเล่มก็ไม่มี ผมก็อ่านเล่นๆไม่ได้จำน่ะนะฮะ แต่เห็นแล้วก็กลุ้มใจ sad smile


แต่ว่าก็ว่าเถอะ บางทีก็ต้องให้เครดิตตะวันตกเค้านะครับ ที่พยายามผลักดันให้มันเป็นมาตรฐาน ดีกว่าปล่อยให้มันเสื่อมไปเรื่อยๆ
ผมพูดตรงๆว่าตำราสมุนไพรไทย เมื่อก่อนคนเฒ่าคนแก่บางคนที่รู้ดีก็ไม่รู้จะสอนใครต่อเพราะไม่ค่อยมีใครเอา จริงๆช่วงร้อยปีมานี้ สูตรยาไทยตายไปเยอะเลย บางอันยังไม่ตาย แต่ก็ไม่แพร่หลาย

เดี๋ยวนี้มันเริ่มมีกระแสตะวันตก มันถึงได้กลับมา
ถึงฝรั่งจะไม่ดีที่ชอบลอกไปหาประโยชน์ แล้วออกกฏหมายของตัวเองให้ได้เปรียบ แต่ก็ต้องขอบใจที่เขาอุตส่าห์มาค้นหา แล้วยังช่วยผลักดันแทนพวกเราส่วนใหญ่ที่ขี้เกียจกันน่ะนะครับ
เป็นศาสตร์ที่น่าค้นหาจริงๆนะครับ กับแพทย์จีนbig smile

อ่านแล้วทำให้คิดถึงเพื่อนผม 2 คน มันก็เรียนหมอจีนที่หัวเฉียวbig smile
พ่อเขาก็เป็นหมอจีนเหมือนกัน เคยคุยกับเพื่อนที่เรียน มันบอกว่าค่ารักษาพยาบาลของหมอจีน แพงกว่าหมอทั่วไปซะอีกbig smile

#17 By worapoj@~@ on 2008-01-05 18:49

หมอจีนน่าเรียนจังค่ะ
แพทย์แผนไทยก็ชอบ

แต่ไม่อยากเรียนหมอเพราะสยดสยอง
(ขอโทษพี่ๆที่เรียนแพทย์ทุกคน >.<)
อยากรู้จึ๋งนึงค่ะ
แพทย์จีนเนี่ยต้องผ่าอาจารย์ใหญ่เอ่ยsad smile

#18 By iM * SEsai on 2008-01-05 19:14

ไม่เคยหาแพทย์แผนจีนเลยค่ะ

คุณพ่ออาจจะเคยหาอยู่บ้างล่ะมั้ง แต่ตัวฝ้ายไม่เคยเลยแหละ

แต่ส่วนตัว ศาสตร์ตะวันออก ไม่ได้ด้อยกว่าศาสตร์ตะวันตกเลยนะ ออกจะเจ๋ง

น่าเสียดายที่ฝ้ายไม่ได้อยากเรียนหมอ หุๆ

ปล.ช่วงนี้นอนไม่หลับเลย แย่จัง

sad smile

#19 By vinn* on 2008-01-05 20:00

แพทย์นี้ยากจัง มึนๆ

#20 By ชิเมะ ★ on 2008-01-05 21:00

อืมม.... จะว่าไปเมธ์ก็ไม่เคยไปให้หมอพะแมะเลยนะคะ อย่างมากก็แค่ไปร้านขายยาจีน แต่เรื่องความคิด "หมอจีนแค่จับชีพจรก็รู้ทุกอย่าง" นี่เมธ์ก็ยอมรับนะคะว่าคิดอย่างนั้นจริงๆ (สงสัยเพราะอิธิพลหนังจีน ฮ่าๆๆ) แต่ก็มาเปลี่ยนความคิดก็ตอนอ่านบล๊อคพี่เชนนี่ล่ะ เมธ์ว่าแพทย์แผนจีนมองผิวเผินดูเรียบง่าย ง๊ายง่าย ง่ายมากกกกกกก ทั้งที่เบื้องลึกแล้วก็ซับซ้อนไปตามทางของศาสตร์

ปล. แพทย์แผนจีนเป็นที่รู้จักกันดีในระดับที่มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วยังมีแพทย์แผนอื่นอีกมั้ยคะ (เกาหลีฟีเวอร์นี่จะมีแพทย์แผนเกาหลีมั้ยนะ แบบหมอโฮจุน ฮ่าๆๆ)
ปลล. เพลงนี้ฟังทีไรขนลุกทุกที - -

#21 By + MaeBin + on 2008-01-05 22:14

^__^

ภาคความรู้ หนักสมอง แต่มีประโยชน์มากมายเลยจ้ะลูกเชน น่ารักๆๆ

#22 By P.Pu on 2008-01-05 22:29

...

แวะมาทักทายก่อนค่ะ แปะไว้ก่อน เดี๋ยวมาอ่านทีหลัง

Hot!

#23 By กะจิ๋วหลิว on 2008-01-05 23:20

เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นจังเลยค่ะ big smile

ตอนนี้กำลังจินตนาการภาพหน้าตาแพทย์จีน อื่ม...หนวดยาวๆ ขาวโพลน ฟันแหลม คิ้วหนา ตาชั้นเดียว โอวว sad smile คุณเชนเองก็คงหน้าตาแบบนี้แน่ๆเลยcry

ป.ล.เห็นว่าอากาศหนาวยังไงก็ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ (นี่เธอกำลังพูดกับคุณหมออยู่นา = =*)

#24 By ire_u on 2008-01-05 23:20

ชอบศาสตร์ตะวันออกตรงการมองที่องค์รวม การมองเรื่องจิตใจเป็นหลัก ไม่ได้เน้นแต่สิ่งที่จับต้องได้อย่างเดียวแบบทางตะวันตก

แต่ชอบศาสตร์ตะวันตกตรงที่พยายามทำทุกอย่างให้มีมาตรฐาน ให้หลักวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ผลแน่นอนทุกครั้งที่ทำการทดลอง

ปัจจุบัน ทั้งสองศาสตร์ก็เริ่มขยับเข้าหากันมากขึ้นแล้ว เป็นเรื่องที่น่าดีใจจริงๆ big smile

#25 By Little Lamb on 2008-01-05 23:20

มองว่า ทั้งแพทย์ทางเลือก(ขออนุญาตรวมแผนไทย แผนจีน แผนโบราณ หรืออะไรก็ตาม)และแพทย์แผนปัจจุบันนี่ไม่ต่างกันเลยค่ะ
และพยายามจะศึกษาความสัมพันธ์กันอยู่ (ด้วยความรู้อันน้อยนิด)

ตอนนี้สนใจเรื่อง ร้อนและเย็น ของร่างกายค่ะ
เพียงแต่ ลำำบากหน่อยตรงที่ี้คุยกับผู้เฒ่าผู้ใหญ่แล้ว
เค้าก็ไม่ค่อยยอมรับตำราฝรั่งอย่างที่เราเรียนมา
กลายเป็นเถียงกันไปซะฉิบ

เพิ่งทราบว่ามีบลอคเผยแพร่ความรู้ทางนี้อยู่ด้วย
ท่าทางคงจะมีเรื่องรบกวนมาขอความรู้อีกมากมายเลยค่ะconfused smile

>> อ้อ เรื่องที่ว่า แผนปัจจุบันมองเป็นโรคเฉพาะระบบนั่น เป็นมุมมองที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ เพราะยาฝรั่งมักจะเป็นยาสกัดให้บริสุทธิ์ ออกฤทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่ง คำนึงถึงเพียงจุดจุดเดียว
เป็นข้อด้อยที่ทำให้รักษาโรคมีราคาแพง ทั้งที่บางทีเราว่ามันไม่จำเป็นเลย
เป็นหวัดที ไปหาหมอได้ยากลับมาเป็นสิบๆ เม็ด เห็นแล้วเซ็งsad smile

#26 By PoY on 2008-01-05 23:54

อ่าคุณหมอเขียนดี เป็นเหตุให้ชอบอ่าน
ยิ่งได้อ่านเรื่องแพทย์จีนเรื่อยๆยิ่งรู้สึกว่า คนตะวันออกเก่ง แต่ไม่รู้วิธีอวดภูมิ แถมยังใจดี เชื่อคนง่ายด้วย เอ้อ!
อีกอย่างที่รับรู้จากการอ่านมาเรื่อยๆ จะเห็นว่า แพทย์จีนเหมือนการบำบัด จึงเห็นผลแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ว่ายั่งยืน หายคือหาย (พูดถูกไหมเนี่ย จากอ่าน ไม่เคยได้รักษาดูสักที)
เพราะอยุ่ไทย ไม่มั่นใจว่า ที่ไหนจริง ที่ไหนเก๊ ...
ความรู้แน่นปึ๊กเลยค่ะคุณหมอbig smile

#28 By นาฬิกาทราย on 2008-01-06 10:19

การแพทย์จีนนี่น่าสนใจสำหรับอู๋คะ
แต่กล้าๆกลัวๆยังไงไม่รู้ แหะๆ
เข้ามารายงานตัว เนื่องในโอกาสได้หยุด 3 วัน(ซะที) เหอะๆ หยุดมาวันแรกก็มึนหัวอีกแล้ว สงสัยต้องอัดน้ำขิง+ยา เหมือนเดิมsad smile
ไม่ได้เรียน แต่จะจำ อิอิ

#31 By ฟิวส์ on 2008-01-06 14:25

อยากหาแบบแผนจีนมั้งหงะแต่ยังไม่อยากตอนนี้นะ555 หาแต่แบบไทยๆมาแระ อยากรู้ว่าจะต่างกันยังไง
ปล.ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะจ้า double wink
ขอบคุณค่ะเชน ทำให้เข้าใจแพทย์แผนจีนขึ้นอีกเยอะเลยอ่ะ
big smile
สวัสดีปีใหม่จ้า (หวังว่าคงไม่ช้าไปนะ) big smile

#33 By blind bookworm on 2008-01-06 18:27

มาตอบพี่เชนค่ะ แหะๆเพิ่งเห้น

รรไม่ได้อยู่คนละจังหวัดกะบ้านอู๋หรอกคะ
ไม่ได้ไกลขนาดนั้น
แต่ก็ไกล ท่าพระ-สามเสน ไกลเปล่าหว่า??
จำต้องหนีรถติดค่ะ
พูดถึงความเชื่อผิดๆ
การสกัดจุดนี่มีจริงใช่ไหมครับ

#35 By MeiiThamoN on 2008-01-07 11:36

ผมชอบบทความจังดีครับbig smile

#36 By nonworld on 2008-01-07 11:48

ฮ่าๆ คราวนี้ มิได้ FOOT ( เท้า )แต่อย่างใด เหอๆๆๆ
ออกไปแล้วคะข้อนี้ เป็นเติมคำ ตอบได้สบายเลยค่ะ แต่ถ้าออกให้เขียนอธิบาย คงซี้แหงแก๋ ฮ่าๆๆ

ไปละนะคะ พี่เชน สุดหล่อ ก๊ากกก confused smile confused smile

#37 By >> 阿旺 << (58.38.87.0) on 2008-01-07 16:25

Hot!
อ้าววว ไหงมันไม่ขึ้นว่าพี่อัพใหม่แล้วล่ะค่ะเนี่ย เอ๋ ช้าอีกแล้ว หรือเขาอัพจนลงไแล้วก็ไม่รู้ sad smile
..โอ๊ะว่าเรียนด้านแพทย์ ด้านวิทย์แขนงต่างๆเนี่ย เหมือนมีมนต์ เรียนแล้วไม่น่าเบื่อ ว่าแล้วอยากเรียนต่อ sad smile

...แหมๆๆๆ ที่ตอบเพราะน้องเขาบอกว่าหล่อใช่ม้า..

...รอบหน้าโอ๊ะรีเควช ขอวิธีลดความอ้วนแบบแพทย์แผนจีนหน่อยค่ะ ช่วงนี้เริ่มอวบๆไป sad smile จริงจังน่ะค่ะเนี่ย เอามั่งๆ น่ะค่ะพี่เชนสุดหล่อ จากใจน่ะ big smile ...อิอิ หน้าพี่อ่ะเหมือนบาทหลวงคนหนึงค่ะ โอ๊ะสนิทมาก แต่พ่อไปเรียนต่อที่อิตาลี่ พอเห็นพี่เชนปั๊ป คิดว่าเป็นญาติกันเลย พอและ ว่าแล้วคิดถึง...
คิดถึงพี่เชนด้วยน่ะค่ะ..กลับมาแต่งงานกับพี่บีเมื่อไร อย่าลืมเชิญโอ๊ะน่ะค่ะ

ช่วงนี้ชีวิตยุ่งๆ อีกแล้ว แต่ก็สู้ๆค่ะ..
ดีใจน่ะค่ะที่เราได้รู้จักกัน big smile

#38 By Oh_o! ~*~ step up~*~ on 2008-01-07 17:24

ถ้าหมอไม่หล่อ..ยังไงก็ไม่ยอมไปหาหมอหรอก confused smile confused smile วันนี้แวะมาแป๊บนึง ก็จะไปแล้วคับ
ช่วงนี้เจอกันไม่บ่อยนักนะ ..คิดถึงเหมือนเดิมคับ
big smile big smile

#39 By ไอ้แป้น : i-phan on 2008-01-07 18:49

ได้รับสาระครบถ้วนมากมายเลยครับ open-mounthed smile
>0<


แตกฉานๆๆ

#41 By MOOKS on 2008-01-08 20:07

คุณworapoj เรื่องค่ารักษาแพงนี่ไม่อยากไปคิดถึงมันครับ เพราะผมมองว่ามันเป็นทางเลืือกที่รักษาคนไข้ได้ดีครับ

น้องเมธ์ หมอเกาหลีก็มาจากหมอจีนแหละ พื้นฐานเดียวกัน พี่ยังฟังแดจังกึมวินิจฉัยโรคเข้าใจเลย แถมหนังสืออ้างอิงที่ใช้รักษาฮ่องเต้ก็เป็นหนังสือจากจีน

ลุงแกะ ศาสตร์ทั้งสองโดนคนพยายามจะจับรวมให้ได้อยู่แหละครับ แต่ว่ามันรวมยาก จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีวิธีที่ดีพร้อมเลยครับที่จะจับมันมารวมกันได้

คุณน้ำเงินเจือขาว แพทย์จีนรักษาโรคฉับพลันก็ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องค่อยเป็นค่อยไปเสมอ แล้วแต่โรคครับ ส่วนที่ผมเขียนในบลอกส่วนใหญ่ให้ปรับพฤติกรรมเป็นหลัก เลยดูเหมือนมันต้องใช้เวลานาน แต่ถ้ากินยาควบคู่ไปด้วยก็จะเร็วขึ้นมากครับ

MeiiThamoN เรื่องการกดจุดนี่คิดว่าคงมีครับ แต่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยพูดไม่ได้เต็มปาก ตอนนี้ก็กำลังดูคลิปพวกชี่กงอยู่ ยังไม่รู้ว่าความจริงคืออะไรกันแน่

น้องโอ๊ะ ดีใจที่ได้รู้จักกันนะครับ เรื่องแต่งงานนี่ไว้บอกนะ แต่เรื่องงานแต่งนี่ไม่แน่ใจครับ อิๆ เรื่องลดความอ้วนนี่คงต้องคุยกันยาว big smile
สวัสดีปีใหม่ 2551 คับผมsurprised smile

#43 By eaxza on 2008-01-08 23:20

เห้ย แบบว่า อ่านแล้วมันรู้สึกศรัทธาในแพทย์แผนนี้มากๆอ่ะ
โอ้ว..ดูมันลึกซึ้ง และก็ต้องเอาใจใส่คนไข้มากๆด้วย

#44 By VaNneSSa on 2008-01-09 09:00

เอ่อ คือว่าพี่อยากทราบเรื่องบัวหิมะค่ะ ว่ามันคืออะไร เพราะบ้านพี่เวลาใครไปจีนทีจะซื้อมาใช้กันทีหลายโหล แต่เชื่อไหมของเขาดีจริงๆนะ ใช้ดีมากๆค่ะ หลายด้านเลย พี่เห็นว่าน้องหมออยุ่ฝั่งโน้น พอทราบข้อมูลไหมคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะbig smile

#45 By TRgrace on 2008-01-09 10:07

ขอบคุณครับ
ได้ความรู้อีกแขนง จะติดตามเรื่อยๆครับ

#46 By Balance- (124.120.197.199) on 2008-01-10 22:33

กลับถึงบ้านเมื่อเย็นนี่เองค่ะ จะว่าเหนื่อยก็ไม่เชิง มันออกแนวเนือยๆมากกว่า ฮ่ะๆ sad smile

530 เช่นกันค่า~

#47 By + MaeBin + on 2008-01-10 23:36

เป้นเอ็นทรี่ที่ผมชอบมากๆเลยครับ
มีประโยชน์มากๆ ผมเองไอจากกระเพราะครับ เพราะกรดมาจุกที่ทางเดินหลอดอาหาร

ผมเข้าใจว่า ยาฝรั่ง(ยาสมัยใหม่) มันพุ่งเข้าไประงับอาการที่เราแจ้งให้หมอทราบ แต่ไม่ได้รักษา แต่ยาจีน(ผมกินตั้งแต่เด็ก) มันเข้าไปค่อยๆรักษา ไม่เร็วทันใจ ต้มยาก็ยาก แต่ดีกว่า อาการไม่กลับมาเป็นอีก แต่ว่ากินยาทีหลายเดือน 555
Hot!
ปล. หมอเชนหล่อจริงๆครับ

#48 By มนุษย์กล่อง on 2008-01-11 16:08

ไม่เคยเห็นแพทย์แผนจีนในจังหวัดเลยนะคะ

ก็เลยไม่รู้ว่าแพทย์แผนจีนเป็นอย่างไร

เอนทรี่นี้ตอบข้อสงสัยได้ดีเลยล่ะค่ะconfused smile
แอบสงสัยค่ะ
คือยาที่แพทย์แผนจีนใช้ทุกตัวนี่เป็นยาที่มาจากสมุนไพรทั้งหมดเลยเหรอค่ะ แบบสกัดออกมาไม่ได้ใช้สารสังเคราะห์ แล้วพิสูจน์แล้วว่ารักษาได้จริงๆเหรอค่ะ
หรือว่าเหมือนยาแผน(ไทย)โบราณที่(คนเฒ่าคนแก่)บอกว่าเอาสมุนไพร (รากไม้ ใบอะไรต่างๆ)มากินแล้วรักษาโรคนั้นโรคนี้ได้ ซึ่งจริงๆแล้วมันรักษาได้ไม่หมดทุกอย่าง คล้ายๆกับว่ามันยังไม่มีการวิจัยให้แน่ชัดว่ารักษาได้จริงอ่ะค่ะ
ความรู้น้อย คุณหมอช่วยตอบนู๋หน่อยนะคะ (ต้องเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้พอดีค่ะ) confused smile
Hot!

#50 By snowberry on 2008-01-23 22:32