ครั้งแรกที่เริ่มเขียนบล็อกก็เพื่อจะให้คนอ่านมีความรู้ความเข้าใจในแพทย์แผนจีนอย่างถูกต้อง เพราะในสังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแพทย์แผนจีนอยู่มาก เช่น หมอจีนแค่จับชีพจรก็รู้ทุกอย่างโดยคนไข้ไม่ต้องพูดอะไร และด้วยความคิดแบบนี้คนไข้จำนวนมากก็พกพาความอยากลองภูมิหมอมาอย่างเต็มพิกัด มาถึงไม่พูดพร่ำทำเพลงยื่นมือให้และปิดปากเงียบสนิท เอ่อ พวกผมไม่ใช่เทพนะครับ (แม้ว่าผมจะเป็นเด็กเทพศิรินทร์ก็ตามที) ชีพจรมันพอบอกอะไรได้บ้างแต่มันไม่ได้ตะโกนบอกผมหรอกครับว่าคุณป่วยเป็นอะไร เพราะฉะนั้นเวลาไปหาหมอจีนเนี่ยอย่าเอาสุขภาพของคุณมาผูกกับความอยากลองดี ควรร่วมมือกับหมอแต่โดยดีเพื่อสุขภาพของตัวคุณเองครับ

 

น้องเตยส่งเมลมาถามผมเกี่ยวกับแพทย์จีนเพื่อเอาไปรายงานหน้าชั้นครับ ยินดีช่วยเหลือเต็มที่เพื่อเผยแพร่ความเข้าใจในแพทย์แผนจีนให้มากขึ้น เห็นเตยบอกว่าอาจารย์สนใจและชอบมากก็รู้สึกดีใจมากครับ น้องเตยบอกว่าน่าจะเอาข้อมูลมาเขียนบล็อกนะผมก็เห็นด้วยครับเลยเอาเมลที่ผมตอบกลับให้น้องเขามาลงที่นี่ พร้อมทั้งแก้ไขอีกนิดหน่อย เชิญอ่านได้ครับ

 

สวัสดีค่ะ พี่เชน ​​​​

วิชาThai art อ.สอนเรื่องความแตกต่างระหว่างศิลปตะวันตกกับตะวันออกค่ะ รวมไปถึงเรื่องของแนวคิดด้วยแล้วอ.ให้ออกไปรายงานว่ามีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง เตยเห็นว่าเรื่องการแพทย์เป็นเรื่องนึงที่น่าสนใจค่ะ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​

แต่เตยหาข้อมูล อ่านไปแล้วเริ่มสับสนค่ะ แห่ะๆ ว่าจริงๆแล้วแนวคิดหลักของแพทย์แผนจีนคืออะไรค่ะแล้วมีความแตกต่างกับแผนตะวันตกยังไงค่ะ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​

พี่เชนสุดหล่อช่วยตอบหน่อยน๊าาาา แห่ะๆ ขอบคุณล่วงหน้าค่าาาา อิอ (ตรงสุดหล่อนี่น้องเขาพิมพ์ตัวหนามาเองนะครับ ไม่เกี่ยวกับผมนะครับ )​​​​​​​​

ปล. พี่เชนน่าอัพบล๊อคเรื่องนี้นะ เตยว่า​​​​​​

ปล.๒ พี่เชนตอบเตยเร็วไวหน่อยก็ดีนะค่ะ เพราะเตยจะยิ่งอ่านยิ่งงงหนักไปอีก = =''​​​​​​​​​​​

เตย

 

 

ตกลงเลือกวิชาแพทย์ซะงั้นอะเตย แต่ก็ดูเป็นอะไรที่แปลกใหม่ดี อ.น่าจะสนใจเนอะ

หลักการที่โดดเด่นที่สุดของแพทย์จีนและก็เป็นหลักการที่ทำให้เกิดความแตกต่างกับแพทย์แผนปัจจุบันมีอยู่สองข้อใหญ่ๆครับ

 

1. คือการมองแบบองค์รวม (整体观念) การมองแบบองค์รวมนี้ใช้ได้ตั้งแต่เรื่องเล็กตั้งแต่การทำงานร่วมกันของอวัยวะในการรักษา แพทย์จีนจะไม่มองเป็นแต่ละอวัยวะ ถ้าเป็นแพทย์แผนปัจจุบันเวลารักษาจะมุ่งเน้นไปที่อวัยวะที่เกิดโรคนั้นๆเพียงอย่างเดียว ยกตัวอย่างเรื่องการไอ แพทย์แผนปัจจุบันจะมองว่าโรคเกิดที่ปอดและจะมุ่งรักษาปอดเพียงอย่างเดียว ขณะที่แพทย์จีนจะไม่มองว่ามีเพียงแค่ปอดที่ทำให้เกิดการไอเพราะคัมภีร์จีนโบราณบอกไว้ชัดเจนตั้งแต่สองพันปีก่อนว่า ทุกอวัยวะเช่น ตับ ไต กระเพาะ เป็นต้นล้วนทำให้เกิดอาการไอ (แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าอวัยวะของแพทย์ทั้งสองแผนก็ไม่ได้หมายถึงอวัยวะในลักษณะเดียวกันนะครับ เพราะอวัยวะทางแพทย์แผนปัจจุบันคือ อวัยวะทางสรีระวิทยา เป็นรูปเป็นร่าง เป็นของจับต้องได้ ขณะที่บางอวัยวะของแพทย์จีนหมายถึงการทำงาน เช่น ม้ามไม่ได้หมายถึงอวัยวะม้าม แต่หมายถึงอวัยวะที่เกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารทั้งหมด)

 

ถ้ามองแบบองค์รวมในเรื่องใหญ่ขึ้นมาอีกก็เช่นมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น ความเครียด ความรวย ความจน เพื่อนไม่ดี หรือฝนตก ร้อนไป หนาวไป ปัจจัยภายนอกต่างๆล้วนส่งผลกระทบต่อมนุษย์เราทั้งสิ้น ดังนั้นเวลาแพทย์จีนจะตรวจรักษาจะคิดถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลารักษากับแพทย์จีนแล้วต้องคุยกันเยอะ คุยกันยาว บางทีคุยจนคนไข้อารมณ์ดีโรคหายโดยไม่ต้องรักษาก็มี เพราะโรคมันอยู่ที่ใจ ทุกวันนี้ องค์กรอนามัยโลก WHO นิยามคำว่า"สุขภาพดี" คือต้องดีทั้งกาย ใจ และสังคม เรื่องนี้แพทย์แผนจีนพูดไว้นานแล้วแต่แพทย์แผนปัจจุบันพึ่งมานิยามทีหลังเมื่อไม่นานนี้เอง

 

2. คือการวินิจฉัยโรคที่เฉพาะเจาะจง (辨证论治) โรคทางแพทย์จีนนั้นสามารถแบ่งหมวดหมู่ย่อยลงไปได้มากกว่าแพทย์แผนปัจจุบันอีก ยกตัวอย่างเรื่องการไออีกที แพทย์จีนอย่างที่บอกจากข้อแรกว่า ไอไม่ได้เกี่ยวกับปอดเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้น "ไอ" หนึ่งอาการสามารถแบ่งย่อยสาเหตุลงไปได้อีกมาก เช่น เป็นการไอจากตับ (เวลาอารมณ์เปลี่ยนแปลงแล้วไอ) เป็นการไอจากไต (ไอแล้วรู้สึกเหมือนหายใจไม่สุด อากาศลงไปไม่ถึงท้องน้อย) เป็นการไอจากกระเพาะ (กินของเย็นแล้วไอหนักกว่าเดิม หรือไอแล้วอยากจะอาเจียนไปด้วย) เมื่อแบ่งย่อยขนาดนี้จะเห็นได้ว่าสาเหตุของโรคมันมีมากมาย เวลารักษาก็จำเป็นต้องรักษาไปตามสาเหตุหลักของโรคซึ่งบางทียาที่ใช้นั้นอาจจะไม่ใส่ยารักษาอาการไอลงไปเลยก็ได้ อาจจะแค่ทำให้ถ่ายท้องสะดวกไม่ท้องผูกแล้วอาการไอดีขึ้นเองก็มี เคสนี้เรียกว่าไอแบบลำไส้ใหญ่ (ตามหลักแพทย์จีน ปอดกับลำไส้ใหญ่มีส่วนเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น เพราะเส้นลมปราณเชื่อมต่อกันอยู่ สังเกตได้ว่าบางคนเป็นหอบเพราะท้องผูก ถ้าถ่ายท้องแล้วอาการกลับดีขึ้นได้) 

 

แต่แพทย์แผนปัจจุบันนั้นอาการไอก็คืออาการไอไม่มีการแบ่งย่อยลงไปอีก เวลาให้ยาจึงให้ยาแก้ไออย่างเดียว ซึ่งฤทธ์ยาจะกว้างและครอบคลุมมาก แต่ขณะเดียวกันก็จะไม่สามารถเจาะลงไปถึงสาเหตุของโรคได้อย่างชัดเจน เรียกได้ว่ารักษาไปตามอาการซึ่งในบางโรคก็ต้องกินยาไปตลอดชีวิตเพราะสาเหตุของโรคไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

 

ข้อสองนี้ไม่ได้พยายามจะพูดว่าแพทย์แผนปัจจุบันไม่พยายามรักษาโรคที่ต้นเหตุนะครับ แต่ว่าต้นเหตุของเขาต้องเป็นวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ชนิดจับต้องได้ ซึ่งตรงนี้เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแพทย์แผนปัจจุบันจึงยังหาสาเหตุของโรคมากมายไม่พบ ขณะที่แพทย์จีนเข้าใจสาเหตุของโรคได้เกือบทุกโรค เขาเห็นว่าไอเป็นการระคายเคืองในปอด อาจเกิดจากการติดเชื้อ เขาคิดว่านี่คือสาเหตุของโรค เลยรักษาเรื่องการระคายเคืองของปอด ให้ยาฆ่าเชื้อเป็นต้น ขณะที่แพทย์จีนมองลึกลงไปอีก แม้ว่าสาเหตุของโรคในทางแพทย์จีนจะไม่สามารถจับต้องได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีหลักการนะทุกอย่างมีหลักการอ้างอิงได้ และผลการรักษาก็พิสูจน์ให้เห็นได้ว่าหลักการนี้ถูกต้องสมมติว่า ถ้ามองเรื่องปอดติดเชื้อแล้วไอ แพทย์จีนจะคิดลึกลงไปอีกว่า แล้วทำไมถึงติดเชื้อได้ละ คนอื่นไม่เห็นเป็นเลย พอมาดูก็อาจจะเห็นว่า อ้อเพราะคนไข้ไม่แข็งแรงนะ (ตรงจุดนี้แพทย์แผนปัจจุบันก็คงรู้สาเหตุเหมือนกันครับอาจจะบอกว่าภูมิคุ้มกันต่ำเป็นต้น) ก็ต้องบำรุงร่างกาย ปรับสมดุล ตรงนี้ใช้ยาจีนรักษาจะเห็นผลชัดครับ ขณะที่หมอแผนปัจจุบันอาจจะบอกได้แบบกำกวมว่าพักผ่อนเยอะๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายบ้างซึ่งก็มีส่วนช่วย แต่ถ้าเสริมยาจีนร่วมด้วยจะยิ่งเห็นผลเร็ว

 

สองข้อนี้คิดว่าน่าจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นนะว่าสองแพทย์ต่างกันตรงไหน ถ้าไม่เข้าใจก็ลองถามอีกทีละกันครับ

 


ขอ​ให้​พระองค์​เสด็จสู่สวรรค์คาลัย​ ​พระองค์ยังตรึง​อยู่​ใน​ใจของชาวไทยตลอดไป

 

 

 

ปล. ถ้าใครเรียนแพทย์แผนจีนอยู่ จำสองข้อนี้ไว้เลยครับ ออกข้อสอบชัวร์

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ขอบคุณค่ะคุณหมอเชนconfused smile

#51 By snowberry on 2008-01-24 22:37

อ่านบล็อกวันนี้แล้วรู้สึกขัดๆๆ สงสัยจะดูหมอ House, M.D. มากไปหน่อย เพราะหมอเฮ้าส์คนเก่ง มีความสามารถในการแค่ "มอง" คนเข้า แล้วบอกได้เลยว่าเป็นอะไร...จริงๆๆ มันก็แค่ละครที่ดังเรื่องนึง แต่เนื้อเรื่องทุกตอนเป็นเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นจริงๆๆ ของคนไข้ต่างๆๆ แล้วคนเขียนเอามารวบรวม

มีหลายๆๆ ตอนเลย ที่เฮ้าสอนให้ดูว่า ใครเป็นโรคอะไรแค่จากการดูภายนอก...ตี๋ลองไปดูตั้งแต่ season 1 ไปถึง season 4 แล้วกันนะ จริงๆๆ แพทย์แผนปัจจุบันล้ำยุคและอัจฉริยะ จนบางทีเราดูแล้ว "ทึ่ง"

#52 By หมวย (74.167.118.190) on 2008-02-07 12:31

มีประโยชน์มากเลยครับผม แต่เราตอนนี้เชื่อแต่อาหารเสริมเอาแล้วล่ะครับ เพราะปัจจุบันการป้องก้นสำคัญกว่าการรักษาเยอะ

#53 By shuu (158.108.2.6) on 2008-02-27 15:49

พี่ครับผมขออนุญาต เอาข้อความพร้อม ลิ้งบล๊อก ไปแปะที่เว็บบอร์ด ของ นักศึกษาการแพทย์แผนจีน ม.หัวเฉียว นะครับ

แต่ถ้ามีอะไรขัดข้องแจ้งได้เลยครับ ผมจะรีบลบให้ทันที
ขอบคุณครับ

#54 By ืnobody (124.120.136.138) on 2008-04-17 04:48

ความหมายของคำว่า "ไตไม่แข็งแรง" ของหมอจีน
ผมเป็นคนนึงที่กำลังรักษาอาการดังกล่าว
(จุดเริ่มต้น ผมเป็นคนนอนดึกมาตั้งแต่เด็ก สมัยวัยรุ่นก็
หมกมุ่นกับเรื่องนั้น สมัยเรียนก็นอนตี 1-2 ทุกวัน
สมัยทำงานเป็นคนขยัน นอนตี 1-2 เช่นกัน
นั่งทำงานใน Office ทั้งวัน ทำ OT บ่อยมาก
รูปร่างผอมมาตั้งแต่เด็ก จนวันนึงก็หาผลิตภัณฑ์เสริม
อาหาร วิตามินบ้าง อะมิโนโปรตีนเพื่อกระตุ้นฮอร์โมน
เจริญเติบโตบ้าง โปรตีนเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนี้อบ้าง
มาใช้ โดยที่การใช้ชีวิตยังเหมือนเดิม จึงเป็นเหตุให้
วันนี้ ผมมีอาการดังกล่าว)
ซึ่งเป็นโรคนึงของหมอจีน แต่หาอาการไม่เจอ
กับหมอแพทย์ปัจจุบัน ด้วยความที่ผมเป็นคนช่างโรค
หรือเป็นคนหลายโรค ทำให้เข้าใจอะไรได้หลายอย่าง
เพราะเสียเงินรักษาที่ต่างๆ มาก็นับไม่ถ้วน
โรคบางโรคสามารถรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันได้
เพราะมีเครื่องมือที่ทันสมัย ทั้งเครื่อง X-Ray การ
วินิจฉัยด้วยระบบคอมพิวเตอร์ หรืออื่นๆ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถรักษาอาการได้ทุกโรค
การวินิจฉัยของหมอแพทย์ปัจจุบัน เท่าที่ผมสัมผัส
คือการวินิจฉัยและรักษากับอาการปลายเหตุ
เช่น หัวใจเต้นผิดปกติ หรือใจสั่น โดยที่คุณไม่ได้ดื่มกาแฟ
หรือรู้สึกเหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว จนคุณคิดว่าคุณมีปํญหาเกี่ยวกับ
หัวใจ เลยไปหาหมอเพื่อให้หมอตรวจ พอไปถึงโรงพยาบาล
ตรวจทุกอย่างที่ขวางหน้าเกี่ยวกับหัวใจ ทั้งแอคโค่
วัดคลื่นสัญญาณหัวใจ, X-Ray, หรือแม้กระทั้งวิ่งสายพาน,
ตรวจการทำงานของไต, ตรวจเลือด ผลที่ได้คือ
"ร่างกายคุณสุขภาพสมบูรณ์ดี ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
หมอว่าคุณวิตกจริตมากเกินไป" เป็นการตอบแทน
ยังไม่วาย ยังไปหาโรงบาลเอกชนแห่งที่สองให้เสียตัวก์เล่นอีก
ผลสุดท้าย ก็ลงเอยแบบเดียวกัน
ข้อความนี้ไม่ได้โจมตีหรือหาว่าแพทย์ปัจจุบันไม่ดีนะครับ
แต่จะบอกว่า ศาสตร์ทุกศาสตร์มีจุดดีจุดเด่นที่แตกต่างกัน
แล้วผมก็ได้รู้จักแพทย์ทางเลือก ผมเองก็ไม่เคยเชื่อมาก่อน
แต่หลังจากที่ไปโรงพยาบาลมาจนหมดตังก์ไปเป็นหมื่น
เพื่อทำการรักษาแล้ว ผมคือยังคงหาโรคไม่เจอ
ปัจจุบันนี้ผมรักษากับหมอแพทย์ทางเลือกอยู่ 2 ที่
ไม่ขอเอ่ยแล้วกันนะครับ จะได้ไม่หาว่าแกล้งมาโปรโมทหรือปล่าว
***ที่แรก เป็นแพทย์จบจากศาสตร์ปัจจุบัน แล้วไปต่อศาสตร์จีน
การวินิจฉัยของโรค คุณเชื่อไหม? ว่า ยังกะตาเห็น
เค้าจะวัดชีพจร ดูหน้า ลิ้น แขน และอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัย
หรือถ้าคุณเป็นโรคร้ายบางโรค เอาผลที่โรงบาลมาด้วยจะดีมาก
ทำให้ผมตัดสินใจรักษาในทันที ผลการรักษาก็ดีขึ้น แต่ค่าใช้จ่าย
เกี่ยวกับหมอจีน ไม่ว่าค่ายา หรือค่าฝังเข็มจะสูงอยู่ (ค่อนข้างมาก)
หมอบอกว่า "ไตคุณไม่แข็งแรง" ไปหาหมอจีนมา 2 ที่ ตอบอย่าง
เดียวกันเดอะ ตอนแรกผมเข้าใจว่า ไต อวัยวะที่สำคํญกำลังจะมี
ปัญหา หรือไม่แข็งแรง เพราะการใช้ชีวิต แต่ความเข้าใจใหม่
ที่ได้คุยกันกับหมอคือ ไต...(เกี่ยวกับความสมดุลในร่างกาย
หยิน-หยาง) ก็เหมือนกระปุกพลัง ร่างกายจะแปรอาหารกับ
อากาศ หรืออ๊อกซิเจนเป็นพลังนำไปเก็บไว้ในกระปุก
วันนึงคุณใช้พลังไปหมด คุณก็จะเกิดอาการดังกล่าว
แล้วก็เริ่มจะเป็นกันมากขึ้นสำหรับคนทำงานที่ Office
คือเหนื่อยง่าย บางทีเหมือนอาการหอบ นอนหลับไม่สนิท
ฝันทั้งคืน หัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจสั่น หัวใจจะวาย (เพราะเหนื่อย)
ดูเหมือนไม่ไช่โรคร้ายแรงอะไร แต่บอกไว้ก่อนนะครับว่า
คุณไม่เป็นไม่รู้หรอก ว่ามันทรมานยังไง ผมเห็นฝาโรงมาแล้ว
และยังไม่อยากจะเข้าไปในเวลานี้ การรักษาทำไดทั้ง
1. หมอให้ยาเพิ่มพลังไต หรือรักษาอาการไตไม่แข็งแรง
อาจใช้เวลาในการรักษาบ้าง (ยาแพง)
2. ฝังเข็ม ใช้การฝังประมาณ 10 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการวินิจฉันของหมอ
ครั้งละหนึ่งพันต้น (แพงเหมือนกัน)
แล้วต้องฝึกลมปราน เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นอีก ทุกสัปดาห์ เดือนละ
เกือบ 3000 โอ...ตาย
***ที่ที่สอง เป็นแพทย์แผนไทยโบราณ ที่ได้รับการอนุญาติจาก
กระทรวงสาธารณะสุขแล้ว เปิดเป็นคลีนิคถูกต้องอยู่ในกรุงเทพ
เป็นหมอพระราชทาน มีชื่อมานาน ที่นี่ก็ประมาณเดียวกัน
ดูหน้า ดูผิว ดูลิ้น ดูจมูก และดูชีพจร และพูดถึงอาการที่เราเป็น
ออกมายังกะตาเห็นเช่นกัน แต่เป็นอาการในภาพรวม
ผลที่ได้คือ ผมเป็นภูมิแพ้ และเป็นริดสีดวงจมูก หมอบอกว่า
คนที่เป็นภูมิแพ้ส่วนใหญ่ จะเป้นริดสีดวงจมูกด้วย อาการน้ำมูกไหล
แพ้แอร์ แสบจมูก ตาบวม คือส่วนนึง แต่ก็ไม่ไช่ทุกคนที่เป็น
หมอบอกว่า ถ้าไม่รีบรักษา มันจะกลายเป็นไซนัส ความจำสั้น
ความจำไม่ดี ตาพล่า หอบ เหนื่อยง่าย หลับใน กรน
และก็นอนไม่หายใจไปเฉยๆ น่ากลัวไช่ไหม? ล่ะ แต่หมอบอกว่า
ถ้ารักษาริดสีดวงจมูกหาย หลายอย่างจะดีขึ้น ความจำ ผิวพรรณ
อาการเหนื่อย หลับใน หายใจได้ทั่วปอด แต่ต้องใช้เวลารักษาเกือบปี
ต้องหยอดยาทุกสัปดาห์ (มากน้อยขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย)
สำหรับริดสีดวงจมูก ผมเชื่อสนิทใจ เพราะผมมีปัญหาเรื่องการ
หายใจมานาน แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร คราวนี้ก็จะได้รักษาซะที
เป็นไงบ้างครับ กับความขี้โรค และความหมายของไต
ไม่แข็งแรง หมอไทยบอกว่า ศาสตร์จีนจะมองเรื่องไตเป็นหลัก
หากไตแข็งแรง สุขภาพก็จะแข็งแรงด้วย ทุกวันนี้ผมดีขึ้นตามลำดับ
ซึ่งเป็นการดีขึ้นจากการรักษาทั้งสองที่ ซึ่งผมหาไม่ได้จากโรงพยาบาล
ทั่วไป
สำหรับเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ผมถือเป็นกรณีตัวอย่าง
ให้ไว้เป็นทาน สำหรับผู้ที่กำลังจะทำอะไรสักอย่างกับตัวเอง อย่ากินมั่ว
ไม่ว่าจะเป็นอาหารเสริม หรือยาอะไรก็แล้วแต่ ทุกอย่างที่เข้าปากไป
ต้องทำให้ร่างกายทำงานหนัก ไม่ว่าตับหรือไต
สำหรับผู้ที่ป่วยลักษณะคล้ายๆ กัน ไม่มีอะไรจะดีเท่าสุขภาพเรานะครับ
คุณโหมงานหนักในวันนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งอนาคตและก็เงินทอง
แต่คุณจะได้โรคร้ายแถมมาด้วย โดยที่คุณไม่รู้ตัว โดยเฉพาะคนที่
ทำงานใน Office อากาศถ่ายเทไม่ดี หรือเป็นงาน
ที่ต้องอยู่กับมลภาวะทางอากาศ จะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้เกิดได้ง่าย
1 ปีให้หลังนี้ ผมคงต้องจากกรุงเทพ ขอกลับไปต่างจังหวัด
ไปสู่เศรษฐกิจพอเพียง ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ต่างจังหวัดอย่างถาวร...
<<<ไมมีอะไรดีเท่า กินได้นอนหลับ กินให้ครบ 5 หมู่ และนอนหลับ 7-8 ชั่วโมง>>>

ขอบคุณครับ

***สำหรับผู้ที่กำลังป่วยลักษณะคล้ายไตไม่แข็งแรงมีคำแนะนำจากผม
- คุณต้องไปตรวจ ว่าคุณเป็นภูมิแพ้หรือปล่าว (แนะนำว่าเป็นหมอไทย)
- ควบคุมเรื่องอาหาร เน้นฝักสด ใบตำลึง มะระ ผลไม้สด งดอาหารกระป๋อง
- กินข้าวกล้อง และธัญพืช ลูกเดือย งาดำ
- ควบคุณเรื่องเนื้อ ไม่ควรมากเกินไป
*ทั้งนี้ขึ้นอยู่อาการของคุณและการวินิจฉัยของหมอครับ
ที่สำคํญ...อย่านอนดึก และนอนให้หลับสนิทจะดีที่สุด
ตั้งสมาธิก่อนนอน สวดมนต์ หรืออะไรที่ทำให้ใจสงบ
ดื่มน้ำผึ้ง 1 ช้อนผสมกับน้ำอุ่น จะช่วยให้หลับสบาย
หรือผสมน้ำผึ้งกับน้ำผมไม้ ถ้าจะให้ดี ปั่นเองครับ
ผมก็ทำอยู่...อร่อยด้วย
*หรือหาข้อมูลจากอาหารบำรุงกำลัง บำรุงไตครับ จาก Google นี่แหละ

#55 By ทาน (58.8.36.240) on 2008-04-28 12:17

ค่อนข้างเชื่อในระบบความคิดการรักษาองค์รวมนะคะ เพราะเคยป่วยมาก่อน ไปหาหมอที่ไหนที่ไหนก็ไม่หาย สุดท้ายมาหายเพราะทานยาจีนกับปรับพฤติกรรมการกินการนอนใหม่

#56 By Icey Cherry on 2008-05-19 01:15