เมื่อเดือนธันวาปีที่แล้ว ได้รับ ems จากน้อง Peterben ส่งมาถามดังนี้

 

"หมอครับ ผมได้ติดตามอ่านงานเขียนของหมอมาหลายเอนทรี่ ด้วยเห็นว่าหมอเป็นผู้มีความรู้ในด้านนี้โดยเฉพาะ จึงคิดอยากรบกวนถามคุณหมอซักหน่อยเพื่อนำความรู้ไปใช้ในงาน

พอดีตอนนี้ผมกำลังทำละครที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ หมอเถื่อนที่หลอกชาวบ้านโดยการ "ตบ" รักษาโรค ซึ่งได้ยินมาจากรายการเปิดปม(หรืออะไรซักอย่างนี่ล่ะในITV เดิม) เพื่อให้ความรู้แกชาวบ้านเพื่อไม่ให้หลงเชื่อแกหมอเถื่อนพวกนี้อีก ผมจึงอยากรู้ครับว่า ศาสตร์การรักษาโดยการตบนี้ แท้จริงเป็นอย่างไร สามารถหาข้อมูลได้จากไหนบ้าง แล้วมันคือกวาซาหรือเปล่าครับ"

 

ผมก็ตอบไปว่ามันมีจริงๆนะ พร้อมอธิบายเล็กน้อย เพราะผมเคยเห็นมีหนังสือเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยการตบอยู่ ยังเคยพลิกๆอ่านดูถึงวิธีการรักษาของเขาเลย

 

แล้วเมื่อเดือนกุมภาที่ผ่านมาน้องเขาก็ ems มาอีกทีว่าให้รอดูละครที่น้องเขามีส่วนร่วมในการเขียนบทด้วย นั่นคือเรื่อง ผู้กองเจ้าเสน่ห์ ทางช่อง3 มันเป็นละครตลกคล้ายๆบางรักซอยเก้า โดยมีพี่มอส ซึ่งยังหน้าละอ่อนไม่เปลี่ยนเป็นนักแสดงนำ ผมก็เลยดูสดผ่านทางเนตเลย ดูจบแล้วก็สนุกมากครับ เป็นละครขำๆคลายเครียดดี............แต่ผมไปเครียดเรื่องอื่นแทนครับ

 

จริงๆแล้วมันเป็นละครตลกที่เราไม่ควรจะไปจริงจังกับมันมาก แต่เพราะมันกระทบถึงแพทย์จีนโดยตรง วันนี้ผมเลยออกมาพูดอีกมุมที่ละครไม่ได้พูดถึงบ้าง ใครอยากดูละครก่อนอ่านก็เชิญได้เลยครับ รับรองว่าสนุกจริง ใครขี้เกียจดูก็เลื่อนลงไปข้างล่างฟังผมสรุปไว้ก็ได้

 

 

 

 

 

 

เนื้อหาก็พูดถึงว่ามีคนแจ้งความจับ "หมอจีน" ที่รักษาโรคด้วยการตบ นอกจากไม่หายแล้วยังซ้อมซะจนช้ำไปทั้งตัวเลย ซึ่งหมอคนนั้นมันก็หลอกคนไข้เอาเงินจริง มอสเราต้องบุกเข้าไปสืบสวนและจับได้คาหนังคาเขา สุดท้ายคดีก็คลี่คลายลง...จบ

 

ท่ามกลางเสียงหัวเราะของตัวเอง สิ่งที่ขัดใจระหว่างผมดูละครคือ

 

เน้นจังว่าเป็น "หมอจีน" ผมเข้าใจเอาว่าไอ้การรักษาด้วยการตบเนี่ยมันเป็นอะไรที่แหวกแนว ดูลึกลับ และอะไรที่ลึกลับก็โบ้ยให้จีนไปซะ มิจฉาชีพก็อ้างว่าตนเป็นหมอจีนอย่างโน้นอย่างนี้ สุดท้ายโดนจับได้คดีก็ปิด แต่ชื่อเสียงหมอจีนก็เละไปเรียบร้อย 

 

แล้วไอ้เรื่องการตบรักษาโรคเนี่ย มันมีอยู่ในแพทย์แผนจีนจริงๆครับ ไม่ได้โกหก ไม่ได้หลอกลวง ประวัติศาสตร์จารึกไว้ชัดเจนมาก จริงๆแล้วตอนน้องเขาถามเนี่ยผมลืมไปว่าผมก็เคยเรียนเทคนิคนี้ ดันนึกออกแต่หนังสือที่วางในร้านสองเล่มนี้  

 

 

 

 

 

 

เขียนโดยคนเดียวกัน เขาเป็นใครผมไม่รู้ แต่ในร้านหนังสือก็เห็นเขาคนเดียวที่เขียนหนังสือออกมาแบบนี้ ผมพลิกดูแล้วก็เห็นว่ามีหลักการนะ คือการใช้กำปั้นทุบไปบนเส้นลมปราณตามตัวของตัวเองประสานกับการหายใจ (ไม่เหมือนในละครที่หมอลงมือทุบเอง) เพราะแพทย์จีนมีคำพูดนึงที่ว่า เลือดคั่งเป็นบ่อเกิดของโรคแปลก (怪病多瘀) เขาจึงสอนให้ทุบตามเส้นลมปราณเพื่อให้เลือดลมเดินสะดวก เช่น ทุบตามเส้นลมปราณปอดเพื่อรักษาอาการไอ หรือทุบแถวต้นขาเส้นลมปราณกระเพาะเพื่อช่วยในการย่อย ได้ผลไหมอันนี้ผมไม่ทราบ แต่ด้วยหลักการแล้วมันเป็นไปได้

 

ที่ผมเคยเรียนมาก็มีพูดถึงการรักษาด้วยการตบเช่นกันครับ เช่น ใช้หลังมือทุบแถวเอวกระตุ้นลมปราณ บำรุงธาตุหยางได้ การใช้ฝ่ามือตบที่จุดบนสุดของหัวเพื่อรักษาอาการเวียนหัว ปวดหัว ที่เกิดจากธาตุหยางขึ้นข้างบนคล้ายๆโรคความดันสูง การทุบแถวๆหน้าแข้งเพื่อบำรุงลมปราณเหมือนกินไก่ตุ๋นยาจีน หรืออย่างนวดแผนไทยก็มีการใช้ฝ่ามือรัวตามแผ่นหลัง นัยว่าเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อก็มีให้เห็นกันประจำ ของแพทย์จีนที่ดูหนักสุดคือการเอาท่อนไม้(ทำมาจากยา เรียกว่า 桑枝棒) มาตีตามตัว ซึ่งก็ตีอย่างมีหลักการครับ ไม่ได้ตีแบบเอ็ดดี้ผีท้อแท้เหมือนในละครนู่น ตอนเรียนผมยังโดนอ.ลากออกไปหวดด้วยไม้เลย แต่ว่ารู้สึกสบายมาก ไม่ได้ซาดิสม์นะ มันก็เหมือนกับที่ผู้ใหญ่ชอบให้เด็กตัวเล็กๆทุบไหล่ทุบหลังนั่นแหละครับ

 

สรุปที่อยากจะบอกก็คือว่า การรักษาด้วยการตบนั้นมีจริงๆ

 

เรื่องนี้มันไม่วิทยาศาสตร์ใช่ไหม ขอตอบว่าไม่ใช่ มันเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ต่างหาก เส้นลมปราณคืออะไรจนป่านนี้ยังไม่มีใครรู้เลย ถ้าใครหาเจอคงได้รางวัลโนเบลไปแล้ว

 

อีกเรื่องที่สะกิดใจคือ วันหลังถ้าผมใช้วิธีการรักษาแปลกๆแล้วจะโดนแจ้งความไหมเนี่ย เช่น การใช้เข็มจิ้มเพื่อเอาเลือดออกเนี่ย (ดูได้จากเอนทรี่นี้) ทั้งๆที่มันเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีมาก วันก่อนก็เอาเลือดออกให้เพื่อนแก้เหงือกบวมอยู่เลย ซึ่งวันรุ่งขึ้นเพื่อนก็บอกว่าดีขึ้นมาก แล้วพอวันที่สองก็หายปวดไปเลย ที่จีนก็มีหมอคนนึงที่ใช้วิธีการนี้รักษา เขาเอาเลือดออกทีนี่ไม่ใช่จิ๊บๆแบบของผมหรอกนะครับ เอาออกกันเป็นถ้วยๆเลย ถ้าไม่ได้ผลคนไข้คงไม่มากันหรอกครับ เพราะฉะนั้นระวังเรื่องการหลอกลวงได้ แต่อย่าอคตินะครับ

 

แล้วก็ไม่ใช่หมอจีนกลุ่มเดียวซะหน่อยที่รักษาด้วยการตบ คนไทยก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่ามาโบ้ยอะไรให้หมอจีนแต่ฝ่ายเดียวนะครับ

 

 ถ้าต้องเสียเงิน 18,000 ไปต่อยนม มาหาผมเหอะครับ ฟรีไม่คิดตัง หึๆ

 

 

อีกเรื่องที่ขอเสริมคือ ในละครมีตอนที่หมอตัวปลอมออกมาอวดเก่งว่า "อั๊วรู้ อั๊วเห็น" (ทำยังกับเป็นอับดุล) มันฟังดูเหลือเชื่อนะ คนไข้คงคิดว่ามึงเห็นอะไรของมึงวะ แต่ถามว่าหมอจีนมีทักษะถึงขั้นเห็นคนไข้แล้วบอกว่าเป็นโรคอะไรไหม ขอบอกว่ามีนะครับ แพทย์จีนโบราณก็มีการจัดอันดับความเก่งของหมอเหมือนกัน ระดับที่เห็นแล้วรู้ว่าเป็นโรคอะไรเรียกว่าหมอขั้นเทพครับ (望而知之为之神)  ซึ่งบางทีแค่มองหน้า มองท่าทาง มองสัญลักษณ์ต่างๆที่แสดงออกเช่น ดวงตา ริมฝีปาก สีเล็บ ลิ้น เหล่านี้ก็มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยและรักษาโรคได้ ขอย้ำว่ามีส่วนช่วยนะครับ ระดับความสามารถของหมอจีนในปัจจุบันคงไม่ถึงขั้นมองหน้าแล้วบอกว่าคุณมีนิ่วในไตได้หรอกครับ แต่อาจบอกได้ว่าไตคุณไม่ค่อยดี ซึ่งข้อมูลที่เหลือก็ต้องเป็นคุณที่เล่าอาการให้หมอฟังอีกที เป็นไปตามหลักการวินิจฉัยสี่อย่างของแพทย์จีนคือ ดู สูดดม สอบถาม และจับชีพจรครับ (望闻问切)

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ลีน่าจังก็ตบครับ แถมเปิดสถาบันตบขึ้นมาเยอะแยะ...

#51 By on 2009-03-04 21:28

ก็น่าสนใจดีออกนะครับ
ถ้าศึกษาแล้วลองเอง ได้ผลหรือไม่ได้ผลเดี๋ยวก็รู้เอง
ว่าแต่จะศึกษาได้จากไหนล่ะเนี่ย

#52 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-03-04 21:54

เห็นด้วยว่า สิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีจริงซะหน่อย

#53 By Little Lamb on 2009-03-04 23:35

ตบแล้วจูบ
เสียเงินก็น่าลองนะครับหมอ

#54 By มนุษย์กล่อง on 2009-03-05 12:59

โห...มันมีตบรักษาโรคจริงๆด้วย
เจ๋งไปเลยค่ะ อ่านบล็อคนี้แล้วได้ความรู้มาเยอะแยะเลย

เราว่าการเรียนแพทย์แผนจีนเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆเลย confused smile
ขอแอดนะคะcry

#55 By -:Lilitto:- on 2009-03-05 13:13

อ่าาา . . .
ดูแล้วก็มีหลักการนะคะ ไม่แต่รู้จะเจ็บหรือเปล่า
ขนาดคนไม่เคยนวด ไปนวดยังเจ็บเลย
ถ้าตบคงจะโคตรเจ็บ . . . หรือเปล่าคะ sad smile

ส่วนต่อยนม 18,000 เนี่ย น่ากลัวแถมเสียตังค์อีกนะ เหอะ ๆ ๆ sad smile

#56 By Fein on 2009-03-05 14:45

กร๊ารกกกกกกก กุ้งเปมิกา

ตลกที่หมอเชนรับตบฟรี อิๆๆๆๆๆ
ถ้าต้องเสียเงิน 18,000 ไปต่อยนม
มาหาผมเหอะครับ ฟรีไม่คิดตัง หึๆ

ซะง้านนะคะพี่หมอ





#58 By >> 阿旺 << (65.49.2.154) on 2009-03-06 23:37