พอพูดถึงหมอจีน สิ่งแรกที่หลายๆคนนึกถึงก็คือการจับชีพจร หรือที่เรียกว่า "แมะ" 

 

อาจเป็นเพราะหนังจีนหลายต่อหลายเรื่องที่เขียนบทแต่งเติมซะจนทำให้การ "แมะ" ดูเป็นอะไรที่เหลือเชื่อ ทำให้คนมองหมอจีนเป็นศาสตร์แหกตา หรือทำให้คนไข้อยากจะลองดีกับหมอจีนว่าถ้าหมอเก่งจริงต้องแมะออกว่าในร่างกายมีโรคอะไรอยู่

 

วันนี้ผมจะมาพูดให้ฟังว่าเบื้องหลังการแมะนี้มันมีศาสตร์ความรู้แฝงอยู่ ไม่ใช่อะไรที่มั่วๆหรือว่าหลอกลวง และหมอจีนอย่างเรารู้ข้อมูลในร่างกายของคนไข้ผ่านการแมะได้จริงๆ

 

"แมะ" 脉(ม่าย) แปลว่าชีพจร คำกริยาที่คุ้นเคยคือ "พะแมะ" 把脉(ป่าม่าย) แปลว่าจับตรวจชีพจร

 

หมอจีนจะทำการพะแมะด้วยการวางนิ้วมือสามนิ้ว (ชี้ กลางและนาง) ลงบนเส้นเลือดแถวข้อมือ ด้านฝั่งหัวแม่โป้ง ซึ่งก็เป็นจุดเดียวกับที่แพทย์แผนปัจจุบันทำการนับจำนวนครั้งชีพจร

 

 

ที่เลือกตรงจุดนี้มาจับชีพจรเพราะมันเป็นตำแหน่งของเส้นลมปราณปอด ปอดนั้นได้พลังมาจากกระเพาะ แล้วพลังในร่างกายมนุษย์ล้วนมาจากกระเพาะ ดังนั้นเส้นลมปราณปอดจึงสะท้อนพลังทั้งร่างกายมนุษย์ออกมาด้วย ถ้ากระเพาะแข็งแรง (กินข้าวได้ ดูดซึมดี) ปอดก็จะแข็งแรงด้วย ชีพจรก็จะมีพลัง ลองไปจับชีพจรของคนเจ็บหนักสิครับ อย่างเช่นผู้ป่วยมะเร็ง หลังคีโมแล้วจะกินข้าวไม่ลง ชีพจรจะไม่มีแรง หรือถ้ามีแรงก็เป็นการมีแรงแบบปลอมๆ หากออกแรงกดเส้นชีพจรจะรู้สึกได้ว่าชีพจรดูกลวงๆ

 

อีกสาเหตุคือ ปอดเป็นตัวรับเลือดจากทั้งร่างกาย และส่งเลือดออกไปสู่ทั่วร่างกายเช่นกัน (肺朝百脉 百脉朝肺) ปอดจึงเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางในการรับข้อมูลจากทั่วทั้งร่ายกาย เราจึงสามารถรู้ได้ว่าอวัยวะไหนมีความผิดปกติได้จากเส้นลมปราณปอด  

 

คัมภีร์โบราณแพทย์จีนมีการแบ่งชนิดของชีพจรออกเป็นหลายแบบ ปัจจุบันในหนังสือแบบเรียนคือมีทั้งหมด 28 ชนิด แต่หลักๆแล้วมีสามคู่คือ

  1. เส้นชีพจรมีแรงหรือไม่มีแรง (虚实) -- บ่งบอกพลังลมปราณและเลือดในร่างกาย
  2. วิ่งเร็วหรือช้า (数迟) -- บ่งบอกถึงความร้อนและความเย็นในร่างกาย
  3. ลอยหรือจม (浮沉) -- บ่งบอกว่าโรคอยู่ค่อนมาทางข้างนอกหรือข้างในของร่างกาย  

นอกจากนี้ก็ยังมีชีพจรแบบพิเศษๆที่ไม่ได้อยู่ในสามคู่นี้ ที่ใช้บ่อยๆก็มีอยู่อีกสองประเภทครับ คือ ชีพจรลื่น 滑脉 กับชีพจรแข็ง 弦脉

 

ชีพจรลื่นนี่คัมภีร์แพทย์จีนอธิบายว่าเหมือนมีไข่มุกวิ่งอยู่ในเส้นเลือด แถมวิ่งอย่างไหลลื่นด้วย บ่งบอกว่าจะบอกว่าในร่างกายมีเสมหะอยู่ หรือไม่ก็ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะตั้งครรภ์นี่จะชัดเจนมากครับ ใครมีคนท้องอยู่ใกล้ๆลองไปจับชีพจรเขาดูสิครับแล้วจะเข้าใจว่าไข่มุกวิ่งมันเป็นแบบไหน ตรงนี้สอนเคล็ดให้นิดหน่อย จีนโบราณเขาว่า "ชายซ้าย หญิงขวา" ในคนท้องถ้าชีพจรข้างไหนเต้นมีแรงมากกว่า ลูกก็จะคลอดออกมาเป็นเพศนั้นครับ ถ้าชีพจรซ้ายเต้นดีก็จะได้ลูกชาย ถ้าขวาเต็นแรงก็จะได้ลูกสาว ลองไปจับกันดูนะครับ

 

ส่วนชีพจรแข็งเขาบอกว่าพอกดแล้วเหมือนสายกีตาร์ครับ จะแข็งๆ ตึงๆ บ่งบอกว่าคนไข้รมณ์เสีย ไม่ก็มีธาตุเย็นอยู่ คนเป็นโรคความดันสูงจะเป็นชีพจรแบบนี้เยอะ แต่ผู้หญิงตอนเมนส์กำลังจะมาก็มีชีพจรแบบนี้เยอะครับ บางทีชีพจรทั้งลื่นทั้งแข็งเลย ซึ่งตอนนี้ผมจับชีพจรก็พอทักคนไข้ได้ว่าเมนส์มาเหรอ ทำเอาเซอร์ไพร์สไปหลายคนแล้ว

 

ชีพจรที่มือซ้ายกับมือขวาก็ให้ข้อมูลที่ไม่เหมือนกันนะครับ ทางซ้ายจะบอกข้อมูลของหัวใจ ตับ และไตหยาง (นิ้วชี้ กลางและนางของหมอตามลำดับ) ส่วนทางขวาจะบอกข้อมูลของปอด ม้าม และไตหยิน ตลกดีเหมือนกันนะครับ เส้นชีพจรก็คือเส้นเลือดเส้นเดียวกันเนี่ยแหละ แต่พอใช้สามนิ้วจับแล้วชีพจรดันเต้นไม่เหมือนกันในทุกนิ้ว ซึ่งการเปลี่ยนไปของชีพจรในแต่ละนิ้วนี่แหละครับที่บ่งบอกให้รู้ว่าอวัยวะไหนกำลังมีปัญหาอยู่

 

ยกตัวอย่างเช่น ชีพจรจุดหัวใจเต้นเร็วและแรงมาก หมอก็จะสันนิษฐานก่อนว่าคนไข้น่าจะมีอาการนอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท หรืออารมณ์หงุดหงิดง่าย  

ถ้าชีพจรม้ามเต้นอ่อนแรง วิ่งช้า คนไข้น่าจะมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อาจจะท้องเสียบ่อย ไม่อยากอาหาร ไม่ค่อยมีแรง

หรือถ้าชีพจรไตเต้นอ่อนแรง คนไข้น่าจะมีอาการปวดเมื่อยเอว หรือปัสสาวะบ่อย เป็นต้น

 

เห็นไหมครับ พอรู้กฎเกณฑ์เบื้องต้นแล้ว การจับชีพจรก็ไม่ใช่อะไรที่โกหก ตอแหล bullshit เลย มันเป็นการสั่งสมประสบการณ์หลายพันปีของศาสตร์แพทย์จีนต่างหาก และก็ได้รับการพิสูจน์มาหลายชั่วอายุคนแล้วว่าสามารถนำมาใช้วินิจฉัยโรคได้จริง

 

มีหลายๆคนชอบถามผมครับว่าแล้วที่เห็นในหนังล่ะ ที่ใช้เส้นด้ายมัดข้อมือผู้หญิง หมอจับปลายอีกด้านนึงแล้วบอกว่า "อืม แม่นางตั้งครรภ์แล้ว" นี่มันจริงเท็จแค่ไหน อันนี้ผมเคยได้ฟังมาอีกทีครับว่าหมอในวังสมัยก่อน ที่เขาทำแบบนี้นั้น เขาทำเป็นพิธีครับ จริงๆเขารู้ตั้งแต่ฟังอาการแล้วแหละว่าเป็นโรคอะไร ไอ้จับชีพจรผ่านเส้นด้ายก็เป็นแค่การแต่งแต้มสีสันเท่านั้นเอง ตรงนี้ผมไม่ขอคอนเฟิร์มครับ เอาเป็นว่าเล่าสู่กันฟังละกัน แต่จากตรงนี้ก็พอจะบอกอะไรได้บ้างว่าการจับชีพจรนั้นไม่ใช่ทั้งหมดของหมอจีนครับ

 

แพทย์จีนมีคำกล่าวว่า 望而知之谓之神,闻而知之谓之圣,问而知之谓之巧,切而知之谓之工  แปลว่า แค่มองก็รู้ว่าเป็นอะไรคือระดับเทพ แค่ดม/ฟังก็รู้ว่าเป็นอะไรคือระดับเซียน ถามอาการแล้วรู้ว่าเป็นอะไรเป็นระดับสาม ส่วนถ้าต้องถึงขั้นจับชีพจรแล้วถึงรู้ว่าเป็นอะไรนั่นคือหมอธรรมดา แต่คนเดี๋ยวนี้เอาจับชีพจรจัดให้กลายเป็นระดับเทพไปซะแล้ว

 

การจับชีพจรนั้นมักจะทำเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังถามอาการแล้วเพื่อเป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้ายก่อนจ่ายยา แต่คนทุกวันนี้เน้นแต่จะให้จับชีพจรเพื่อหวังจะลองของ บางคนมาถึงก็นั่งแผละ แสยะยิ้มยื่นมือให้จับชีพจร หวังลองดีสุดๆ อันนี้เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดของคนไข้ครับ เพราะที่คุณต้องการจริงๆคือการหายจากโรค ดังนั้นควรจะให้ความร่วมมือกับหมอจะดีกว่าครับ และหมอที่ดีก็ควรจะใช้การวินิจฉัยทั้งสี่แบบ (ดู สูดดม สอบถาม และจับชีพจร) เพื่อเป็นประโยชน์กับคนไข้อย่างที่สุดด้วยครับ

 

อย่างที่ประโยคเมื่อสักครู่บอกว่า "แค่มองก็รู้ว่าเป็นโรคอะไรนั้นเป็นระดับเทพ" การมองลิ้นก็เป็นศาสตร์อย่างนึงของแพทย์จีนครับ แล้วไว้มีโอกาสผมจะมาดูลิ้นโชว์เทพอีกทีว่าหมอจีนเห็นอะไรบ้างนอกจากน้ำลายและขี้ฟันครับ

.

.

.

.

.

 

โอเค หมดช่วงวิชาการ ต่อไปเป็นการอวด พึ่งถอยตุ้มหูมาใหม่เลยเอามาอวด อิๆ อา~~ ขออภัยในความแรด แต่ไม่เคยกล้าเดินเข้าร้านไปเลือกซื้อตุ้มหูเลยอะ อาย รู้สึกว่าลุคไม่ค่อยจะให้ อารมณ์ประมาณว่าคนขายมองด้วยหางตาแบบเหยียดๆว่าหน้าติ๋มเชียว -ึง  อีกอย่างสาวๆก็เต็มร้านเลย จะเดินเข้าไปเบียดเขาก็ใช่ที่ ก็เลยได้แต่ใช้บริการซื้อทางอินเตอร์เนตเยี่ยงนี้แล สีดำตัดกับผิวขาวๆดีนักแล

 

~อร้าง~

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถึง คุณหมอเชน

ขอบคุณสำหรับบทความครับ ได้ความกระจ่างขึ้นมาอีกเยอะเลยล่ะครับ

เรื่องของการแพทย์แผนจีน จากที่ผมเคยลองรักษาด้วยตัวเองผมว่าเป็นอะไรที่ดีมากเลยล่ะครับ จะเสียอยู่หน่อย ก็ตรงที่ในเมืองไทยเรา ถ้าเลือกรับการรักษาแบบนี้จะเบิกประกันไม่ได้ ต้องจ่ายเองนี่ซิครับ(ของที่อื่นผมไม่แน่ใจว่าได้หรือเปล่า แต่ประกันสุขภาพเจ้าที่ผมทำอยู่ พอลองปรึกษาไป บอกว่าเบิกไม่ได้เพราะจัดเป็น แพทย์ทางเลือกครับ)

ว่าแต่ตุ้มหูใหม่เก๋ดีนะครับ surprised smile

#1 By Old Mustang on 2009-07-06 22:09

ป.ล.เกือบลืมไปครับ ขออนุญาตกกดให้ดาวด้วยครับ Hot!

#2 By Old Mustang on 2009-07-06 22:09

ว๊าวดีจังเลยคะ
ความรู้เยอะขนาดนี้ 1 ช่วงอายุคนจำได้หมดนี่...สุดๆเลย เฮอะๆๆๆ

ต่างหูเกย์ เอ้ย เก๋มากคะ

#3 By koyubi on 2009-07-06 22:23

พี่หมอขี้อวด

#4 By iDoi* on 2009-07-06 22:40

กว่าจะจับเป็น ท่าจะนานนะครับ sad smile

...ตุ้มหูนั่นมันอะไรกันครับ??หุๆๆ open-mounthed smile

#5 By clock on 2009-07-06 22:42

หมอแอบ sexy อ๊างงง

#6 By ChimERaTeDdY on 2009-07-06 22:45

มันมีเหตุมีผลรองรับอยู่นิ

ตุ้มหูใหม่ ฮิ้ว~

#7 By นักรบ on 2009-07-06 22:54

สวยแหะ นิลรึ? wink
อืมม เป็นอย่างงี้นิเอง ลองจับดูซ้ายขวาก็ไม่เหมือนกันแหะ แต่แปลความไม่ออกอ่ะ sad smile Hot!

#8 By Ellebazi on 2009-07-06 23:06

สี ดำ สวย งาม ดี ค่ะ

#9 By quiescent on 2009-07-06 23:10

จะเอาไปคุึยกับอาม่าบ้าง
confused smile confused smile confused smile

Hot!

#10 By Prae on 2009-07-06 23:44

แล้วเมื่อไหร่จะโชว์เจาะนมล่ะ

...


อ้าวไม่ใช่รึopen-mounthed smile




ว่ามั้ยว่า รู้สึกโคตรดีเนอะ
ไม่ใช่รู้สึกดีที่มีคนให้ดาวนะ
แต่รู้สึกดีที่ได้เขียนเรื่องของตัวเองซะที
วิชัย - โรงแรม
หมอเชน - หมอจีน

มัน ช่าง เนิ่น นาน นัก...
555

Hot!

#11 By วิชัย... on 2009-07-07 01:39

ไม่ได้แวะเข้ามาเสียนาน confused smile

พี่หมอเซนก็ยังมีความรู้มาเพิ่มเติมกันเสมอเลยเนอะ

แค่มองลิ้นก็บอกได้หรอคะ วาวwink

ต้องรออ่านซะแล้วมั้งconfused smile

ช่วงหลังๆคุณแม่ก็หาหมอจีนค่ะ คือไม่ได้เป็นโรคอะไรหรอก แต่สุขภาพไม่ค่อยจะดี อาการแบบนี้หาหมอแผนปัจจุบันเขาก็ยังบอกว่าเราสบายดี sad smile ช่วงหลังๆนี่อาการเราก็คล้ายแม่เข้าไปทุกที แย่จัง

#12 By vinn* on 2009-07-07 09:13

ตุ้มหูเท่เนอะ

ว่าแต่หมอแมะนี่เราว่าเจ๋งดีนะคะ
แบบ จับปุ๊บ รู้เลย
แต่ยังไม่เคยเจอแบบที่มองแล้วรู้ว่าเป็นอะไรซักที

#13 By namnampai on 2009-07-07 10:13

โหว ล้ำลึกกว่าที่คิด กว่าจะจับเป็น คงต้องหัดกันนาน

#14 By หมูทอดซามะ on 2009-07-07 12:57

เคยดูหนังจีนค่ะ พอหมอจับชีพจรหมอก็บอกว่า "นางกำลังตั้งครรภ์" โห เหลือเชื่อมากconfused smile

#15 By นกจร on 2009-07-07 15:12

Hot!

#16 By kikuno on 2009-07-07 15:36

เรื่องหมอจีนจับด้ายแดงนี่เหมือนจะเคยเห็นในหนังจีน จำได้ว่าดูแล้วก็งงๆว่า เฮ้ย มันโม้รึเปล่าเนี่ย เคยเอาด้ายมาแตะข้อมือด้วย แต่จับแล้วไม่เห็นอะไรเกิดขึ้นเลย เลยคิดว่า สงสัยเราไม่ถึงขั้น ฮ่าๆๆๆ

อืมมมมมมมมมม
แต่ถ้าโดนพี่เชนจับชีพจรตอนนี้สงสัยจะเจอชีพจรจุดหัวใจเต้นเร็วและแรงมาก กับ ม้ามเต้นอ่อนแรง ค่ะ sad smile sad smile sad smile

เอ่อ ... แต่พี่เชนคะ เมธ์มีอะไรจะถาม ...
เอ่อ...........
มีตุ้มหูถึงโหลยังคะ ฮ่าๆๆๆ แจ่มๆทั้งนั้นนนนนcry

ปล. 530 เจ้าค่ะ confused smile

#17 By maebin on 2009-07-07 15:50

โอ้ว ดาวก็เพิ่งรู้วันนี้เองแหละค่ะ
จริง ๆ ก็คล้ายกับการจับเส้นของไทยเนอะ
แต่มีลายละเอียดปลีกย่อยเยอะมากเลยค่ะ
..
surprised smile big smile

#18 By GoddessIsis on 2009-07-07 16:17

เพื่อนคนนึงเคยให้หมอแมะตรวจเหมือนกันค่ะ เค้าบอกว่าแตะแล้วรู้เลยว่าอะไรในร่างกายไม่ดี(แล้วตรงมากๆ) พอฟังแล้วอยากจะให้ลองตรวจบ้างเลยล่ะค่ะ

#19 By ทานุขนฟู on 2009-07-07 19:23

ดีจังครับ ได้รับข้อมูลจากสาขานี้จริงๆ surprised smile

ผมเคยไปเที่ยวทัวร์จีน แล้้วเจอหมอแมะมาจับข้อมือแล้วบอกว่า "ไขมันสูง" ... ไม่ต้องแมะตรูก็ได้ รูปร่างอ้วนก็น่าจะรู้แล้ว = ='
จับผู้ใหญ่คนนั้นคนนี้ ก็บอกเป้นตับ เป็นไต โอ แล้วยัดเราขายยาจีนซะงั้น

แต่ได้อ่านแบบนี้ค่อยสบายใจหน่อยครับ big smile
อ่านแล้วอยากจับชีพจรคนท้องเลยค่ะ..

ปล. ต่างหูได้ใจมาก

big smile big smile

#21 By MomMom on 2009-07-07 21:47

อ่านบล็อกคุณหมอแล้วได้ความรู้เพิ่มขึ้นทุกที ขนาดตัวเองมาทางสายอักษรศาสตร์ยังสามารถเข้าใจได้ คุณหมอมีวิธีอธิบายดีจริงๆ ครับ

คุณภูมิเคยเรียนภาษาจีนมาบ้าง แต่เพราะไม่ค่อยได้ใช้เลยลืมๆ ไปแล้ว เสียดาย เห็นคำหรือสำนวนบางอันแล้วอ่านออกไม่หมด ถ้าคุณหมอลงคำอ่านให้ทุกอันน่าจะดีครับ (หรือเอาเฉพาะที่เป็นสำนวนของพวกแพทย์ก็ได้ครับ โดนใจคุณภูมิ)

ตุ้มหูโดนอย่างแรง
รู้มะว่าผมนึกถึง "ติ่งหู" ก่อนที่คิดว่ามันคือ "ต่างหู" open-mounthed smile
แหม เริ่มต้นมาวิชาก๊านวิชาการ ไหงมาตบท้ายด้วยความแร่ดได้ล่ะนี่confused smile

ว่าแต่อ่านวิธีการจับชีพจรแล้วแต่ละนิ้วยังสามารถแยกได้อีกว่านิ้วไหนบ่งบอกถึงอวัยวะไหน ถ้างั๊นหมอจีนก็คงต้องมีนิ้วที่ sensitive ไวต่อการสัมผัสด้วยนะนี่ จับได้ว่าชีพจรลื่นหรือแข็ง จมหรือลอย อะไรนี่ ท่าจะยากแฮะ

ส่วนเราขอเอาแค่นิ้วชี้ไว้คลำจุดเบรลล์ออกว่าจุดอะไรเป็นตัวอะไรคงพอtongue

#24 By blind bookworm on 2009-07-08 04:52

#22 เพราะผมก็เคยจบอักษรศาสตร์มาเหมือนกันไงครับ sad smile
แพทย์แผนจีนมีทางรักษาโรคภูมิแพ้ไหมคะ

เมื่อเดือนก่อนปุ๊กไปหาหมอนะคะ (ปุ๊กอยู่ฮ่องกงคะ) เขาบอกว่าถ้าอยากหายต้องย้ายออกจากฮ่องกง พอได้คำตอบแบบนี้เลยอึ้งไปเลยนะคะว่าทำไมหมอที่นิทำไมพูดแบบนี้ก็ไม่รู้ ตอนนี้เลยพยายามออกกำลังกายตอนเช้านะคะคือการไปเดินออกกำลังกายนะคะ

surprised smile

#26 By pukkie on 2009-07-09 10:27

ศาสตร์แบบนี้ชอบมากมายอยากไปเรียนม้างจังเลย
big smile

#27 By ★MeawNoy★ on 2009-07-09 20:43

แพทย์จีนรักษาภูมิแพ้ได้นะครับปุ๊ก ที่ฮ่องกงหมอจีนก็เยอะนะ ลองๆดูก็ได้ครับ
น่าเชื่ออยู่หรอก
ก้อเรียนเป็นหมอแมะเกือบสิบปีแล้วนิ
ท่าทางจะเป็นหนึ่งในตองอูแล้วแน่ๆเลย
ส่งข่าวบ้างนะ พักหลังไม่เจอออนไลน์

เรากะเอ๋จะไปอยู่ออสเตรเลียกะแอลสักหกเดือนล่ะ
ถ้าถูกใจอาจอยู่ยาวเหมือนกันbig smile

#29 By nature (222.123.57.130) on 2009-07-10 17:24

เรียนยากน่าดูเรย

ปล.ตุ้มหูทีแรกเหนแอบงงว่าทำไมมันมโหฬารขนาดนี้ ที่ไหนได้ กล้องเค้าดีหรอก ฮ่าๆ

#30 By อาผิง on 2009-07-11 11:43

เรียนยากจังเลยงะคะ
ช่วยให้ตาสว่างขึ้นมากมายทีเดียวเชียว
หมอคับ ถ้ามีเวลา ช่วยแนะนำเรื่องการนอนหลับ
แนะนำวิธีทำให้นอนหลับได้ง่ายๆ และทำสะดวก
สัก 2 - 3 วิธีนะครับ จะรอนะก๊าบบบ

#32 By zensuz on 2009-07-13 08:16

อ่านไป ลองจับไป
เกือบทำได้เลยหมอเชน
ว่าจะเปิดโต๊ะ ขอจับแมะหนุ่ม ๆ ที่ปายบ้างquestion

#33 By gummy (118.172.6.69) on 2009-07-13 21:13

ผมจับแล้วไม่รู้เรื่องเลยครับ สงสัยต้องฝึกกันพอสมควรเลย

#34 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-07-15 21:15

แล้วจะทราบได้อย่างไรครับ ว่าคนไหนเป็นหมอจีนที่เก่ง หรือเป็นหมอจีนแท้ๆ ...หรือว่าจนกว่าจะได้ลองรักษาเอง..

สมัยเด็กผมเคยให้หมอแมะมารักษาโรคเกล็ดเม็ดเลือดต่ำของผม เขาแมะแล้วให้ยาจีนมากินหม้อใหญ่ ราคาแพงมาก ผมกินไป 2 วัน เลือดออกจมูกไม่หยุดเป็นเวลา 20 ชม จนต้องไปโรงบาลด่วน ..

เชื่อในศาสตร์นี้นะครับ เพียงแต่อยากทราบว่าใครจริง ไม่จริง.. ดูอย่างไร big smile

#35 By 'ฟาย..ฟลาย on 2009-08-10 09:23

ฮ่อๆๆๆ อึ้งกับการพะแมะแล้ว เจอตุ้มหูนี่อึ้งกิมกี่ไปเลยยยcry