เมื่อข้อมือนั้นคือตับไต (หมอแมะ)
posted on 06 Jul 2009 21:20 by aunlamun in Doctor-World
พอพูดถึงหมอจีน สิ่งแรกที่หลายๆคนนึกถึงก็คือการจับชีพจร หรือที่เรียกว่า "แมะ"
อาจเป็นเพราะหนังจีนหลายต่อหลายเรื่องที่เขียนบทแต่งเติมซะจนทำให้การ "แมะ" ดูเป็นอะไรที่เหลือเชื่อ ทำให้คนมองหมอจีนเป็นศาสตร์แหกตา หรือทำให้คนไข้อยากจะลองดีกับหมอจีนว่าถ้าหมอเก่งจริงต้องแมะออกว่าในร่างกายมีโรคอะไรอยู่
วันนี้ผมจะมาพูดให้ฟังว่าเบื้องหลังการแมะนี้มันมีศาสตร์ความรู้แฝงอยู่ ไม่ใช่อะไรที่มั่วๆหรือว่าหลอกลวง และหมอจีนอย่างเรารู้ข้อมูลในร่างกายของคนไข้ผ่านการแมะได้จริงๆ
"แมะ" 脉(ม่าย) แปลว่าชีพจร คำกริยาที่คุ้นเคยคือ "พะแมะ" 把脉(ป่าม่าย) แปลว่าจับตรวจชีพจร
หมอจีนจะทำการพะแมะด้วยการวางนิ้วมือสามนิ้ว (ชี้ กลางและนาง) ลงบนเส้นเลือดแถวข้อมือ ด้านฝั่งหัวแม่โป้ง ซึ่งก็เป็นจุดเดียวกับที่แพทย์แผนปัจจุบันทำการนับจำนวนครั้งชีพจร
ที่เลือกตรงจุดนี้มาจับชีพจรเพราะมันเป็นตำแหน่งของเส้นลมปราณปอด ปอดนั้นได้พลังมาจากกระเพาะ แล้วพลังในร่างกายมนุษย์ล้วนมาจากกระเพาะ ดังนั้นเส้นลมปราณปอดจึงสะท้อนพลังทั้งร่างกายมนุษย์ออกมาด้วย ถ้ากระเพาะแข็งแรง (กินข้าวได้ ดูดซึมดี) ปอดก็จะแข็งแรงด้วย ชีพจรก็จะมีพลัง ลองไปจับชีพจรของคนเจ็บหนักสิครับ อย่างเช่นผู้ป่วยมะเร็ง หลังคีโมแล้วจะกินข้าวไม่ลง ชีพจรจะไม่มีแรง หรือถ้ามีแรงก็เป็นการมีแรงแบบปลอมๆ หากออกแรงกดเส้นชีพจรจะรู้สึกได้ว่าชีพจรดูกลวงๆ
อีกสาเหตุคือ ปอดเป็นตัวรับเลือดจากทั้งร่างกาย และส่งเลือดออกไปสู่ทั่วร่างกายเช่นกัน (肺朝百脉 百脉朝肺) ปอดจึงเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางในการรับข้อมูลจากทั่วทั้งร่ายกาย เราจึงสามารถรู้ได้ว่าอวัยวะไหนมีความผิดปกติได้จากเส้นลมปราณปอด
คัมภีร์โบราณแพทย์จีนมีการแบ่งชนิดของชีพจรออกเป็นหลายแบบ ปัจจุบันในหนังสือแบบเรียนคือมีทั้งหมด 28 ชนิด แต่หลักๆแล้วมีสามคู่คือ
- เส้นชีพจรมีแรงหรือไม่มีแรง (虚实) -- บ่งบอกพลังลมปราณและเลือดในร่างกาย
- วิ่งเร็วหรือช้า (数迟) -- บ่งบอกถึงความร้อนและความเย็นในร่างกาย
- ลอยหรือจม (浮沉) -- บ่งบอกว่าโรคอยู่ค่อนมาทางข้างนอกหรือข้างในของร่างกาย
นอกจากนี้ก็ยังมีชีพจรแบบพิเศษๆที่ไม่ได้อยู่ในสามคู่นี้ ที่ใช้บ่อยๆก็มีอยู่อีกสองประเภทครับ คือ ชีพจรลื่น 滑脉 กับชีพจรแข็ง 弦脉
ชีพจรลื่นนี่คัมภีร์แพทย์จีนอธิบายว่าเหมือนมีไข่มุกวิ่งอยู่ในเส้นเลือด
แถมวิ่งอย่างไหลลื่นด้วย บ่งบอกว่าจะบอกว่าในร่างกายมีเสมหะอยู่ หรือไม่ก็ตั้งครรภ์
โดยเฉพาะตั้งครรภ์นี่จะชัดเจนมากครับ
ใครมีคนท้องอยู่ใกล้ๆลองไปจับชีพจรเขาดูสิครับแล้วจะเข้าใจว่าไข่มุกวิ่งมันเป็นแบบไหน ตรงนี้สอนเคล็ดให้นิดหน่อย
จีนโบราณเขาว่า "ชายซ้าย หญิงขวา" ในคนท้องถ้าชีพจรข้างไหนเต้นมีแรงมากกว่า
ลูกก็จะคลอดออกมาเป็นเพศนั้นครับ ถ้าชีพจรซ้ายเต้นดีก็จะได้ลูกชาย
ถ้าขวาเต็นแรงก็จะได้ลูกสาว ลองไปจับกันดูนะครับ
ส่วนชีพจรแข็งเขาบอกว่าพอกดแล้วเหมือนสายกีตาร์ครับ จะแข็งๆ ตึงๆ
บ่งบอกว่าคนไข้รมณ์เสีย ไม่ก็มีธาตุเย็นอยู่
คนเป็นโรคความดันสูงจะเป็นชีพจรแบบนี้เยอะ แต่ผู้หญิงตอนเมนส์กำลังจะมาก็มีชีพจรแบบนี้เยอะครับ
บางทีชีพจรทั้งลื่นทั้งแข็งเลย ซึ่งตอนนี้ผมจับชีพจรก็พอทักคนไข้ได้ว่าเมนส์มาเหรอ
ทำเอาเซอร์ไพร์สไปหลายคนแล้ว
ชีพจรที่มือซ้ายกับมือขวาก็ให้ข้อมูลที่ไม่เหมือนกันนะครับ ทางซ้ายจะบอกข้อมูลของหัวใจ ตับ และไตหยาง (นิ้วชี้ กลางและนางของหมอตามลำดับ) ส่วนทางขวาจะบอกข้อมูลของปอด ม้าม และไตหยิน ตลกดีเหมือนกันนะครับ เส้นชีพจรก็คือเส้นเลือดเส้นเดียวกันเนี่ยแหละ แต่พอใช้สามนิ้วจับแล้วชีพจรดันเต้นไม่เหมือนกันในทุกนิ้ว ซึ่งการเปลี่ยนไปของชีพจรในแต่ละนิ้วนี่แหละครับที่บ่งบอกให้รู้ว่าอวัยวะไหนกำลังมีปัญหาอยู่
ยกตัวอย่างเช่น ชีพจรจุดหัวใจเต้นเร็วและแรงมาก หมอก็จะสันนิษฐานก่อนว่าคนไข้น่าจะมีอาการนอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท หรืออารมณ์หงุดหงิดง่าย
ถ้าชีพจรม้ามเต้นอ่อนแรง วิ่งช้า คนไข้น่าจะมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อาจจะท้องเสียบ่อย ไม่อยากอาหาร ไม่ค่อยมีแรง
หรือถ้าชีพจรไตเต้นอ่อนแรง คนไข้น่าจะมีอาการปวดเมื่อยเอว หรือปัสสาวะบ่อย เป็นต้น
เห็นไหมครับ พอรู้กฎเกณฑ์เบื้องต้นแล้ว การจับชีพจรก็ไม่ใช่อะไรที่โกหก ตอแหล bullshit เลย มันเป็นการสั่งสมประสบการณ์หลายพันปีของศาสตร์แพทย์จีนต่างหาก และก็ได้รับการพิสูจน์มาหลายชั่วอายุคนแล้วว่าสามารถนำมาใช้วินิจฉัยโรคได้จริง
มีหลายๆคนชอบถามผมครับว่าแล้วที่เห็นในหนังล่ะ ที่ใช้เส้นด้ายมัดข้อมือผู้หญิง หมอจับปลายอีกด้านนึงแล้วบอกว่า "อืม แม่นางตั้งครรภ์แล้ว" นี่มันจริงเท็จแค่ไหน อันนี้ผมเคยได้ฟังมาอีกทีครับว่าหมอในวังสมัยก่อน ที่เขาทำแบบนี้นั้น เขาทำเป็นพิธีครับ จริงๆเขารู้ตั้งแต่ฟังอาการแล้วแหละว่าเป็นโรคอะไร ไอ้จับชีพจรผ่านเส้นด้ายก็เป็นแค่การแต่งแต้มสีสันเท่านั้นเอง ตรงนี้ผมไม่ขอคอนเฟิร์มครับ เอาเป็นว่าเล่าสู่กันฟังละกัน แต่จากตรงนี้ก็พอจะบอกอะไรได้บ้างว่าการจับชีพจรนั้นไม่ใช่ทั้งหมดของหมอจีนครับ
แพทย์จีนมีคำกล่าวว่า 望而知之谓之神,闻而知之谓之圣,问而知之谓之巧,切而知之谓之工 แปลว่า แค่มองก็รู้ว่าเป็นอะไรคือระดับเทพ แค่ดม/ฟังก็รู้ว่าเป็นอะไรคือระดับเซียน ถามอาการแล้วรู้ว่าเป็นอะไรเป็นระดับสาม ส่วนถ้าต้องถึงขั้นจับชีพจรแล้วถึงรู้ว่าเป็นอะไรนั่นคือหมอธรรมดา แต่คนเดี๋ยวนี้เอาจับชีพจรจัดให้กลายเป็นระดับเทพไปซะแล้ว
การจับชีพจรนั้นมักจะทำเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังถามอาการแล้วเพื่อเป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้ายก่อนจ่ายยา
แต่คนทุกวันนี้เน้นแต่จะให้จับชีพจรเพื่อหวังจะลองของ บางคนมาถึงก็นั่งแผละ
แสยะยิ้มยื่นมือให้จับชีพจร หวังลองดีสุดๆ
อันนี้เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดของคนไข้ครับ เพราะที่คุณต้องการจริงๆคือการหายจากโรค
ดังนั้นควรจะให้ความร่วมมือกับหมอจะดีกว่าครับ
และหมอที่ดีก็ควรจะใช้การวินิจฉัยทั้งสี่แบบ (ดู สูดดม สอบถาม และจับชีพจร)
เพื่อเป็นประโยชน์กับคนไข้อย่างที่สุดด้วยครับ
อย่างที่ประโยคเมื่อสักครู่บอกว่า "แค่มองก็รู้ว่าเป็นโรคอะไรนั้นเป็นระดับเทพ"
การมองลิ้นก็เป็นศาสตร์อย่างนึงของแพทย์จีนครับ
แล้วไว้มีโอกาสผมจะมาดูลิ้นโชว์เทพอีกทีว่าหมอจีนเห็นอะไรบ้างนอกจากน้ำลายและขี้ฟันครับ
.
.
.
.
.
โอเค หมดช่วงวิชาการ ต่อไปเป็นการอวด พึ่งถอยตุ้มหูมาใหม่เลยเอามาอวด อิๆ อา~~ ขออภัยในความแรด
แต่ไม่เคยกล้าเดินเข้าร้านไปเลือกซื้อตุ้มหูเลยอะ อาย
รู้สึกว่าลุคไม่ค่อยจะให้ อารมณ์ประมาณว่าคนขายมองด้วยหางตาแบบเหยียดๆว่าหน้าติ๋มเชียว -ึง อีกอย่างสาวๆก็เต็มร้านเลย จะเดินเข้าไปเบียดเขาก็ใช่ที่
ก็เลยได้แต่ใช้บริการซื้อทางอินเตอร์เนตเยี่ยงนี้แล สีดำตัดกับผิวขาวๆดีนักแล







~อร้าง~ 






เห็นคำหรือสำนวนบางอันแล้วอ่านออกไม่หมด ถ้าคุณหมอลงคำอ่านให้ทุกอันน่าจะดีครับ (หรือเอาเฉพาะที่เป็นสำนวนของพวกแพทย์ก็ได้ครับ โดนใจคุณภูมิ)

ขอบคุณสำหรับบทความครับ ได้ความกระจ่างขึ้นมาอีกเยอะเลยล่ะครับ
เรื่องของการแพทย์แผนจีน จากที่ผมเคยลองรักษาด้วยตัวเองผมว่าเป็นอะไรที่ดีมากเลยล่ะครับ จะเสียอยู่หน่อย ก็ตรงที่ในเมืองไทยเรา ถ้าเลือกรับการรักษาแบบนี้จะเบิกประกันไม่ได้ ต้องจ่ายเองนี่ซิครับ(ของที่อื่นผมไม่แน่ใจว่าได้หรือเปล่า แต่ประกันสุขภาพเจ้าที่ผมทำอยู่ พอลองปรึกษาไป บอกว่าเบิกไม่ได้เพราะจัดเป็น แพทย์ทางเลือกครับ)
ว่าแต่ตุ้มหูใหม่เก๋ดีนะครับ
#1 By Old Mustang on 2009-07-06 22:09