หลังจากที่มีคนเข้ามาอ่านบล็อกผมมากขึ้น ก็มีเพื่อนๆน้องๆหลายคนให้ความสนใจในศาสตร์แพทย์แผนจีนที่ผมกำลังศึกษาอยู่ มีส่งเมลเข้ามาถามบ้าง คอมเมนท์ถามบ้าง แรกๆผมก็มีตอบไปบ้างแต่หลังๆชักเยอะ ก็เลยเอามาเขียนเป็นกิจลักษณะเลยดีกว่า จริงๆเคยเขียนไปแล้วตอนทำแท็กเรียนแพทย์แผนจีนอย่างคนมีกึ๋น แต่จะเพิ่มเติมข้อมูลให้ละกันครับ

 

คำตอบจากแท็กเรียนแพทย์จีนอย่างคนมีกึ๋น

 

- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?

ตอนนี้กำลังเรียนแพทย์แผนจีน ที่ Shanghai University of Traditional Chinese Medicine อยู่ครับ ปีสุดท้ายแล้ว

 

- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?

เรียนหมอนะแหละครับ ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 5 ปี ค่าเทอมประมาณ 3,500 us ต่อปี ค่าหนังสือไม่รวม ค่าหอ ค่ากินต่างหาก โดยตัวหลักสูตรแล้วจะให้เรียนทั้งแพทย์แผนจีนควบคู่ไปกับแพทย์แผนปัจจุบัน อัตราส่วนประมาณ 60:40 (ที่เซี่ยงไฮ้อัตราส่วนนี้ แล้วแต่เมือง ได้ยินว่าที่สิงค์โปร์ไม่ต้องเรียนแพทย์แผนปัจจุบันเลย)

 

เรียนแผนปัจจุบันก็ เรียนเหมือนหมอทั่วไป ตั้งแต่สรีระวิทยา การวินิจฉัยโรค ไปจนถึงยา อันนี้ไปตามอ่านคนที่เขียนเกี่ยวกับคณะแพทย์ศาสตร์ได้ครับ เพียงแต่ว่าเราเรียนทุกอย่างเป็นภาษาจีนเท่านั้นเอง อ้อ แต่ถ้าเรียนในไทย ในส่วนแผนปัจจุบันก็จะได้เรียนเป็นภาษาไทยปนอังกฤษ เหมือนที่คณะแพทย์ศาสตร์ทั่วไปเรียนกัน เพียงแต่ว่ามันจะมีปัญหาภายหลังยามที่ต้องเอาสรีระวิทยามาประยุกต์กะการฝัง เข็มและการนวด เพราะฝังเข็มจะสอนเป็นภาษาจีนหมด ตำแหน่งจุดลมปราณต่างๆจะอธิบายเป็นภาษาจีนครับ

 

เรียนแผนจีนก็เรียน ตั้งแต่ปรัชญาพื้นฐานแพทย์จีน หยินหยาง ธาตุทั้งห้า การตรวจวินิจฉัยโรค ยาจีน  ฝังเข็ม การนวดแบบจีน คัมภีร์แพทย์จีนโบราณ (โบราณจริงๆ อ่านหนังสือที่เขียนขึ้นเมื่อพันกว่าปีก่อน) พอเรียนชั้นสูงขึ้นมาก็จะมีการแยกแผนกเรียน เช่น แพทย์จีนสำหรับสูตินารี แพทย์จีนสำหรับเด็ก แพทย์จีนสำหรับรักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น

 

- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ผมว่าคงมีอยู่ไม่กี่ ทางเลือก แน่นอนว่าเป็นหมอ แต่จะเป็นหมอยา หมอฝังเข็ม หรือว่าหมอนวด (เอ๊ะ อันหลังสุดฟังแม่งๆ) ก็แล้วแต่ความชอบ  ไม่ก็ไปเป็นครู(สอนแพทย์จีน) หรือทำงานเกี่ยวกับยาสมุนไพรจีนต่างๆ นำเข้ายาสำเร็จรูป แต่โดยตัวผมแล้ว ผมเลือกเรียนอันนี้เพราะอยากเป็นหมอจีนครับ

 

- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ

ถอดแว่นตาของความสมัย ใหม่ทิ้งไปซะ เพราะของบางอย่างมันพิสูจน์ด้วยตาไม่ได้ แต่คุณรู้ว่ามันมีอยู่จริง (เหมือนความรัก อิๆ) ถ้าหากคุณยังมีความคิดสงสัยนู่นนี่ในแพทย์จีนนั้น คุณเรียนได้ไม่ดีเท่าไรหรอกครับ เหมือนที่อ.ผมเคยถามพวกผมในห้องเกี่ยวกับประวัติหมอคนนึงใน "ตำนาน" หมอคนนี้เขามีดวงตาของซุปเปอร์แมนครับ เขาสามารถมองผ่านเข้าไปเห็นความผิดปกติของอวัยวะต่างๆได้ จึงรักษาได้ทุกโรค 

 

อ.ถามพวกผมว่า "คุณเชื่อเรื่องนี้ไหม"  พวกผมนี่อึ้งเลย กูจะตอบไงดีวะเนี่ย มันน่าเชื่อซะที่ไหนเล่า

 

แต่ยังไม่ทันที่พวกผมจะตอบ อ.ก็พูดสำทับว่า "ถ้าพวกคุณไม่เชื่อ พวกคุณไม่มีวันเรียนแพทย์จีนได้ดีได้"

 

อึ้งหนักกว่าเดิม อ้อ นี่กูผิดสินะที่ไม่เชื่อ 

 

แต่ มานั่งคิดๆดู ความงมงายบางทีก็เป็นสิ่งจำเป็นนะครับ เจ๊มาราย กะ เจ๊วิตนี่ย์ ยังร้องไว้เลยว่า "There can be miracle,when you believe" หรือถ้าไม่งั้นหนังสือ The secret คงไม่ได้เป็นหนังสือขายดีทั่วโลก จนมีหนังสือ secret of secret, The keys บ้าบอตามออกมาเป็นพรวนแบบนี้หรอกครับ เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนให้ดี คุณต้องเชื่อในแพทย์จีนครับ คุณต้องเชื่อว่ามันรักษาโรคหายได้ และรักษาได้ดีมากด้วย ผมเชื่อครับ และหลายๆครั้งผมก็เห็นผลการรักษาที่น่าทึ่งมากมายครับ

 

แต่ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าแพทย์จีนไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์นะครับ มีครับ เพียงแต่ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ในแนวแบบแพทย์จีนเท่านั้น มันมีเหตุมีผลที่พอเราเรียนแล้วเราถึงจะเข้าใจ

 

- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??

ถ้าน้องไม่ได้ตัดสิน ใจเลือกเรียนคณะนี้ด้วยตัวเอง ผมว่าโอกาสจะเรียนได้ดีนั้นยากครับ คุณอาจจะสอบได้คะแนนดี แต่มันจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณใช้มันไม่เป็น ผมเห็นเพื่อนต่างชาติหลายคนเรียนไม่รอดครับ เพราะว่าเขาไม่ได้อยากเรียน แต่พ่อแม่ส่งมาให้เรียน ปีแรกที่ผมเข้ามามีนร.ทั้งชั้น 150 คน ปัจจุบันเหลือรอดประมาณ 80 คน ไม่ครับ มันไม่ได้เรียนยากขนาดนั้นหรอก แต่เพียงว่ากว่าครึ่งที่หายไปแค่ใจรักไม่พอเท่านั้นเอง ถ้าคุณอ่านบล็อกผม ผมว่าคุณน่าจะสัมผัสได้ถึงความชอบของผมที่มีต่อแพทย์จีนได้ และนั่นเป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะเรียนให้ดีได้ครับ

 

ภาษาจีนนั้นสำคัญมากกกกก กกกกกกก การเรียนให้ได้ดี ไม่ใช่เพียงแต่อ่านหนังสือเรียนแล้วจบกันไป หนังสือนอกเวลานั้นสำคัญมาก ยิ่งอ่านเยอะยิ่งเพิ่มพูน โดยเฉพาะหนังสือโบราณต่างๆ ภาษาเขาโบราณ อ่านยาก ศัพท์ก็แปลก แต่ความคิดนั้นกลับทันสมัยไม่ตกยุค และนำมาใช้ประกอบการรักษาโรคได้ดีมาก เพราะฉะนั้น ถ้าปูพื้นภาษาจีนไม่ดี จบเห่เอาง่ายๆครับ ผมไม่สนับสนุนความคิดที่ว่า "ตอนนี้ภาษาจีนชั้นพอได้แล้ว เข้าไปเรียนเลยดีกว่าเดี๋ยวภาษาจีนก็เก่งขึ้นเองแหละ" เพราะวิชาต้นๆของการเรียนล้วนสำคัญครับ ถ้าคุณแรกๆเรียนไม่แน่น สูงขึ้นไปจะมีปัญหามาก   

 

ถ้า ฐานะทางการเงินพอไหว มาเรียนที่จีนเถอะ จริงๆที่ไทยก็ใช่ว่าจะถูก ค่าเทอมแพงกว่ากันไม่เท่าไร อาจจะหนักหน่อยตรงค่าห้อง ค่ากินอยู่ ตอนนี้ที่ไทยเปิดอยู่สองแห่งคือ ม.หัวเฉียว กับ จันทรเกษม ทั้งสองที่นั้นหลักสูตรยังไม่พร้อมเท่าที่ควร และการมาเรียนในจีนช่วยให้ภาษาจีนคุณพัฒนาได้เร็วกว่ามาก บอกได้เต็มปากว่าทุกวันนี้เด็กที่เรียนทั้งสองมหาลัยนั้นส่วนใหญ่ภาษาจีนยัง ฟังไม่รู้เรื่อง เรียนแล้วก็งงๆ เอ๋อๆ แต่โทษเขาก็ไม่ได้ในเมื่อหลักสูตรให้เรียนภาษาจีนแค่ปีเดียว ซึ่งการเรียนภาษาจีนหนึ่งปีในไทยนั้นไม่เพียงพออย่างแรง ต่อให้มาเรียนจีนในจีนคุณก็ยังฟังอาจารย์ไม่รู้เรื่องอยู่ดีนะแหละ

 

 

มีน้องหลายๆคนไม่แน่ใจว่าจะชอบเรียนจริงๆหรือเปล่า ถามถึงแรงบันดาลใจในการเรียนแพทย์จีนของผม ผมคงบอกได้แต่ว่าตอนแรกผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันแหละครับ เพราะมันเป็นศาสตร์ที่หลายๆคนไม่เคยนึกถึง ของแบบนี้มันต้องรู้ได้ด้วยตัวเองครับ ผมเคยเขียนตอบไว้แล้วใน FAQ ถึงแรงบันดาลใจก็ดึงมาตอบละกัน

 

เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่วงนั้นพึ่งจบตรีใหม่ๆครับ ก็หางานทำ ไปได้งานเป็นบรรณาธิการเวบไซต์เกี่ยวกับธุรกิจทางดนตรีที่นึง รายได้ตอนนั้นหนึ่งหมื่นถ้วน ทำไปได้เดือนครึ่งเกิดพุทธิปัญญาว่า เราจบเอกอังกฤษจากม.ที่มีชื่อซะขนาดนี้ ตอนเอ็นท์นี่ถือเป็นคณะในฝันของหลายๆคน แต่พอจบมากลับไม่ได้มีอะไรพิเศษอย่างที่เขาคิดกันเลย ถ้าทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ในฐานะลูกชายคนโตของบ้าน จะเป็นยังไงต่อไป เลี้ยงตัวเองยังไม่รอดเลย ตอนนั้นเลยเหมือนเป็นช่วงค้นหาครับว่าจะทำอะไรดี

 

บังเอิญว่าว่าที่พ่อตาเป็นหมอจีนและทำธุรกิจเกี่ยวกับยาและอาหารเสริม ตอนคบกับคุณแฟนแรกๆผมก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอกครับ แต่พอตอนนี้ต้องการค้นหาอาชีพที่จะเลี้ยงตัว เลี้ยงพ่อแม่และครอบครัวในอนาคตได้ นี่จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียว ประกอบกับพ่อผมก็ชอบยาจีนอยู่แล้ว ตอนผมเด็กๆก็พาผมไปหาหมอจีนอยู่บ้าง ก็รู้สึกว่าประหลาดดี ไม่ได้ถามอะไรตูเท่าไร จับชีพจรแล้วก็เปิดยา ตอนนั้นหมอให้ยามาห้าวันโดนไปพันบาทถ้วน ช่างดูเป็นงานที่สบายเสียนี่กระไร ตอนนั้นไม่ได้มีความชอบอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้นครับ แค่คิดว่าสามารถเรียนได้

 

เพราะฉะนั้นถ้าพูดอย่างไม่ห่วงลุคเลย ปัจจัยแรกที่ทำให้สนใจแพทย์จีนก็คือ “รายได้” ครับ

 

แต่หลังจากที่มาเรียนจนถึงตอนนี้ปีสี่แล้ว ความคิดค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆครับ เรื่อง “รายได้” ไม่ได้เป็นเรื่องหลักอีกต่อไปแล้ว ทุกวันนี้ผมเรียนด้วย “ความชอบ” ครับ สนุกกับการเรียนแพทย์แผนจีนมาก รู้สึกว่านี่แหละที่เป็นตัวเรา นี่แหละคือสิ่งที่เราอยากทำ นี่แหละคือชีวิตที่เราต้องการ ไม่เคยคิดเลยว่าการหันเหครั้งนั้นกลายเป็นการดึงตัวเองให้เข้าสู่วิถีชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการ และรู้สึกโชคดีมากที่ตัวเองได้เลือกแบบนี้

 

ตอนนี้แรงบันดาลใจอีกอย่างนอกจาก “ความชอบ”แล้วก็คือ การ“อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี” 55555 เอ็มเคมาก ผมได้ลองเริ่มรักษาคนบ้างแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นการฝังเข็มหรือเปิดยา และเวลาที่เขาดีขึ้น หายจากโรค แล้วมันชุ่มชื่นใจครับ เป้าหมายในชีวิตของผมตอนนี้คือ อยากจะรักษาโรคที่ยากๆๆๆๆ โรคที่หมอทุกคนส่ายหน้า แล้วผมสามารถทำให้เขาหายได้ มันคงจะน่าภูมิใจมาก อยากเป็นหมอที่ฝากชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นหมอที่โด่งดังระดับประเทศ ระดับทวีป ระดับโลกที่ใครๆก็ยังต้องพูดถึงครับ

 

 

ถ้าจะเรียนแพทย์แผนจีนหรือแผนทางเลือกในไทยมีที่ไหนบ้าง?

 

แพทย์จีนในไทยผมไม่ค่อยรู้เรื่องครับ ลองเสริซหาคำตอบดูก็มีคนตอบไว้ดังนี้

 

แพทย์แผนจีน

    - ม.หัวเฉียว http://cm.hcu.ac.th

    - มรภ.จันทรเกษม http://amc.chandra.ac.th


แพทย์ทางเลือก
    - ม.รังสิต


แพทย์แผนไทย
    - ม.รามคำแหง
www.ttmp.ru.ac.th

 

แพทย์แผนไทยประยุกต์
    - ม.ธรรมศาสตร์
    - ม.มหาสารคาม
    - ม.แม่ฟ้าหลวง
    - ม.มหิดล

เครดิตจากเวบนี้

 

 

ค่าใช้จ่าย?

โดยส่วนตัวแล้วผมสนับสนุนให้มาเรียนที่จีนจะดีที่สุด แต่เรื่องค่าใช้จ่ายก็เป็นปัญหาหลักเหมือนกัน สำหรับที่เซี่ยงไฮ้ของผมตอนนี้ค่าเล่าเรียนปีละ 3,500us ไม่รวมค่าหนังสือซึ่งไม่รู้ว่า (ค่าใช้จ่ายตอนนี้มันไม่เหมือนกับรุ่นผมที่รวมค่าหนังสือไว้ในค่าเทอมอยู่แล้ว) ค่าหอพักในมหาวิทยาลัยประมาณ 1200-1600 หยวน (6000 - 8000บาท) ค่าที่พักนอกม.ก็แพงขึ้นไปอีกประมาณหมื่นบาทต้น ค่าใช้จ่ายจิปาถะใช้แบบสบายๆ ไม่สุรุ่ยสุร่ายก็เดือนละ หกพันถึงหนึ่งหมื่นบาทแล้วแต่คนครับ (ส่วนตัวใช้ประมาณเจ็ดถึงแปดพันบาท) ค่าใช้จ่ายหลักๆมีเพียงเท่านี้ รวมได้เท่าไรก็บวกกันเอาเองละกันครับ

 

มีทุนให้ไหม?

ปริญญาตรีที่ต่างประเทศไม่มีครับ ทุนพก.พ่อกู อย่างเดียวเลยครับ ปริญญาโทต้องมาขอกับทางรัฐบาลจีน แต่ก็ยากมากครับ ถ้ามาเรียนป.ตรีที่นี่ป.โทอาจจะมีสิทธิ์ขอได้บ้างครับ แต่ถ้าดุ่มๆมาจากไทยละก็ ยากส์ครับ แต่รู้สึกว่าที่จันทรเกษมกับหัวเฉียวจะมี แต่ต้องใช้ทุนคืนโดยกลับไปเป็นอ.ของที่สถาบัน

 

มีคอร์สสั้นๆไหม?

ถ้าจะมีเรียนเล่นๆก็มีครับ คอร์สฝังเข็มสั้นสามเดือนก็มี ไม่แน่ใจว่าจะได้ใบประกาศหรือไม่ แต่กลับไทยไปก็ต้องไปสอบใบประกอบโรคศิลป์แผนจีนในไทยอยู่ดี หรือไม่ก็มาเลือกเรียนเฉพาะวิชาที่ชอบ ลงเป็นรายวิชาไป ถ้าเลือกเรียนเฉพาะวิชาแพทย์แผนจีนอาจจะใช้เวลาสักสองสามปี แต่จะได้แค่ใบเกรด ไม่ได้ใบประกาศอะไรเลย และต่อไปก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เรียกว่ามาเรียนประดับความรู้เฉยๆจริงๆ

 

ข้างล่างนี้เป็นลิงค์ม.แพทย์แผนจีนในจีน ที่เลือกมานี้ถือเป็นมหาลัยที่มีชื่อเสียงในเรื่องหมอจีนครับ สอบถามกันเอาเองเลยครับ (หลังชื่อมหาลัยเป็นความเห็นส่วนตัวของผม เอาไว้ให้พิจารณาครับ แต่อย่าพึ่งเชื่อหมดเพราะผมไม่เคยไปทุกมหาลัย แค่เคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง)

 

ม.แพทย์จีนปักกิ่ง

  เป็นม.อันดับหนึ่งด้านแพทย์จีน หมอเก่งในปักกิ่งเยอะ คนไข้พูดภาษาจีนกลาง ทำให้เราฟังเข้าใจ ไม่ต้องไปหัดภาษาท้องถิ่นอีกทีเหมือนอย่างที่อื่น ข้อเสียคืออากาศแย่ แห้ง สกปรก (ความเห็นส่วนตัว ผมไม่ชอบอากาศแบบนี้เลยไม่เลือกเรียนที่นี่ทั้งที่สอบเข้าได้แล้ว)

ม.แพทย์จีนเซี่ยงไฮ้ 

   มหาลัยสะอาด ใหม่ ชีวิตค่อนข้างสะดวกสบาย และความปลอดภัยสูง แต่ค่าครองชีพสูง(พอๆกะปักกิ่ง) การเรียนก็เรื่อยๆนะ แต่เขาจะเกณฑ์แต่อาจารย์ระดับหัวหน้าแผนกของรพ.มาสอน ทำให้ได้เรียนกับคนเก่งๆ ขณะที่เด็กจีนในม.เดียวกันได้เรียนแค่กับอ.หนุ่มๆสาวๆ (ที่อื่นไม่รู้ว่าเป็นยังไง) ข้อเสียค่าครองชีพสูง คนไข้พูดเซี่ยงไฮ้

ม.แพทย์จีนนานกิง

   น่าสนใจ รู้สึกว่าความเป็นหมอจีนเข้มข้นดีเหมือนกัน

ม.แพทย์จีนเฉิงตู (เสฉวน)

   เป็นแหล่งยาจีน  หมอที่ผมชื่นชอบมาจากที่นี่หลายท่าน แต่มีภาษาท้องถิ่นเหมือนกัน และอาหารเผ็ดแบบชาๆลิ้น 

ม.แพทย์จีนกวางโจว  (ตอนเขียนเอนทรี่นี้เวบเข้าไม่ได้ เลยเข้าไปหาลิงค์ที่เป็นภาษาอังกฤษไม่เจอ ลิงค์นี้ลิงค์ไปที่หน้าหลักที่เป็นภาษาจีนครับ)

   คนไข้หลากหลายเพราะเขาเชื่อในแพทย์จีน โรคอะไรก็ไปหาหมอจีน ทำให้ได้เห็นการใช้ยารักษาโรคแปลกๆ  ข้อเสียคือ สังคมมันค่อนข้างอันตราย ขโมยเยอะ  คนไข้พูดภาษากวางตุ้ง

ม.เทียนจิน  เด่นเรื่องฝังเข็ม อยู่ใกล้ปักกิ่ง คนไข้พูดจีนกลาง แต่โรงงานเยอะ (ตอนโอลิมปิกต้องปิดโรงงานเพื่อให้มลพิษไม่ไปทางปักกิ่ง)

ม.เซี๊ยะเหมิน   มาแรงเหมือนกันนะ แต่ไม่ค่อยได้สัมผัสกับม.นี้เท่าไหร่ อีกอย่างเหมือนจะเป็นแค่คณะแพทย์จีนในมหาลัยเฉยๆ ขณะที่ที่อื่นเป็นม.เฉพาะทางแพทย์จีนเลย แต่เริ่มมีการร่วมมือกันกับทางไทยอยู่  

เวบบอร์ดคณะแพทย์แผนจีน ม.หัวเฉียว มีคนเข้าไปฝากคำถามกันเยอะ ก็มีพวกรุ่นพี่คอยตอบคำถามอยู่ครับ

  

หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้างนะครับ